ประยุกต์ใช้ โพสล่าสุด โพสสำคัญ เครื่องมือ สมาชิก สถิติฟอรั่ม ธนาคาร
หัวข้อ : จากข้อสอบเก่า สู่ ข้อสอบจริง(นายสิบ & นายร้อยตำรวจ) เตรียมสอบ 2555
Tutor ออฟไลน์
ระดับ: ผู้ดูแลระบบ
รายละเอียดผู้ใช้ 
 
 

จากข้อสอบเก่า สู่ ข้อสอบจริง(นายสิบ & นายร้อยตำรวจ) เตรียมสอบ 2555


อ้างอิง: หัวข้อนี้ปักหมุด โดย Tutor เมื่อเวลา(2012-07-07)

พรฎ.2546 (นายสิบ 2545)
1. ใครเป็นผู้จัดทำแผนนิติบัญญัติ
ตอบ สำนักงานคณะคณะกรรมการกฤษฎีการ และสำนักงานเลขาธิการนายกรัฐมนตรี
2. ใครเป็นผู้ประเมินความคุ้มค่าในการปฏิบัติภารกิจของรัฐที่ส่วนราชการดำเนินอยู่
ตอบ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และ สำนักงบประมาณ
3. ส่วนราชการต้องจัดทำแผนใดบ้าง
ตอบ แผน 4 ปี แผนประจำปี
4. ข้อใดมิใช่ความหมายของการบริหารราชการเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน
ตอบ ความมั่นคงของประเทศ
5. หลังจากที่คณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อรัฐสภา หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องจัดทำแผนบริหารราชการแผ่นดินให้แล้วเสร็จภายในกี่วัน
ตอบ 90 วัน
6. เมื่อได้รับการติดต่อสอบถามจากประชาชนหรือส่วนราชการด้วยกันให้ตอบคำถามหรือ แจ้งการดำเนินงานให้ประชาชนหรือส่วนราชการทราบภายในระยะเวลากี่วัน
ตอบ 15 วัน
7. การจัดให้มีศูนย์บริการร่วมเพื่อบริการประชาชนในกระทรวงหนึ่งกระทรวงใด เป็นหน้าที่ผู้ใด
ตอบ ปลัดกระทรวง
8. ส่วนราชการใดได้ดำเนินงานเป็นไปตามเป้าหมายและผลสัมฤทธิ์คุ้มค่าต่อภารกิจของรัฐ ส่วนราชการจะได้รับ
ตอบ เงินรางวัลการเพิ่มประสิทธิภาพ
9. พ.ร.ฎ. ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 จัดทำขึ้นโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายใด
ตอบ พรบ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2545
10. ในการจัดซื้อหรือจัดจ้างที่มีวัตถุประสงค์ในการใช้เป็นเหตุ ต้องคำนึงถึงอะไรเป็นสำคัญ
ตอบ คุณภาพ และการดูแลรักษา
11. ความหมายของการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี คือ
ตอบ การบริหารราชการเพื่อบรรลุเป้าหมาย มาตรา 6 การบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี
12. การพิจารณาว่าภารกิจใดสมควรยกเลิก
ตอบ การทบทวนภารกิจ
13. ระยะเวลาแล้วเสร็จของงานบริการประชาชน
ตอบ กำหนดและประกาศให้ประชาชนทราบ
14. ลดขั้นตอนที่รวดเร็วมากที่สุด
ตอบ ศูนย์บริการร่วม
15.ตอบ ยังไม่เฉลย 1 ข้อ เกี่ยวกับผลผลิต/ผลลัพธ์/ประเมินผล


*****************************************

นายร้อย 2554

พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ.2546
1.ข้อใดไม่ใช่ส่วนราชการตามพระราชกฤษฏีกานี้ ตอบ กรุงเทพมหานคร (คำนิยาม ม. 4)
2.ข้อใดไม่ใช่การบริหารเพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ ตอบ การประชุมสัมมนาข้าราชการก่อนดำเนินการ (ม.9)
3..แผนบริหารราชการแผ่นดิน ตอบ 4 ปี (ม.14)
4.กำหนดแผนนิติบัญญัติ ตอบ คณะกรรมการกฤษฏีกา และ สำนักงานเลขาธิการนายกรัฐมนตรี (ม.15)
5.การประเมินความคุ้มค่าประเมินโดย ตอบ สนง.เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติและ สำนักงบประมาณ (ม.22)
6.การจัดซื้อจัดจ้างให้ดำเนินการโดย ตอบ เปิดเผยเที่ยงธรรมโดยพิจารณาถึงประโยชน์และผลเสียทางสังคม (ม.23)
7.จัดให้มีการทบทวนภารกิจโดยเร็ว หรือจำเป็น ตอบ ยกเลิก ปรับปรุง เปลี่ยนแปลงภารกิจ
(ไม่แน่ใจคำถามว่าถามโจทย์ถามว่ายังไงระหว่าง เร่งด่วน หรือ โดยเร็ว หรือจำเป็น ดู มาตรา 33 ประกอบ)
8.ประเมินผู้บังคับบัญชา ตอบ การประเมินดังกล่าวต้องกระทำเป็นความลับ และเพื่อประโยชน์แห่งความสามัคคี(ม.46)
9.ข้อใดเป็นการบริหารราชการให้เกิดประโยชน์สุข ตอบ ซื่อสัตย์สุจริต
10.ข้อใดไม่ใช่วัตถุประสงค์ของ พรฎ.นี้ ตอบ.เพื่อให้เกิดความปรองดองสามัคคีในชาติ (ดู หมายเหตุท้าย พรฎ.)

พรบ.ตำรวจ นายสิบ 2554

(อ่านดูแล้วก็เป็นข้อสอบเก่าทั้งสิ้น แต่ก็นำมาออกได้อีก)

พรบ.ตำรวจ 15 ข้อ
1. ข้อใดถูกต้อง เกี่ยวกับการแบ่งส่วนราชการในสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นกองบัญชาการ
ตอบ พระราชกฤษฎีกา
2. กรณีจำเป็นผู้ใดสามารถกำหนดให้ข้าราชการตำรวจปฏิบัติหน้าที่ในวัน เวลา ที่แตกต่างจากที่คณะรัฐมนตรีกำหนดได้
ตอบ ก.ต.ช
3. ข้อใดถูกต้องเกี่ยวกับการถอดหรือออกจากยศตำรวจชั้นสัญญาบัตร
ตอบ เป็นไปตามระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติและให้ทำโดยประกาศพระบรมราชโองการ
4. บุคคลใดไม่ได้เป็นข้าราชการตำรวจโดยตำแหน่ง
ตอบ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
5. ชั้นข้าราชการตำรวจมีทั้งหมดกี่ชั้น
ตอบ ชั้นข้าราชการตำรวจ 3 ชั้น ชั้นสัญญาบัตร ชั้นประทวน ชั้นพลตำรวจ
6. ใครเป็นผู้ประกาศรายชื่อคณะกรรมการข้าราชการตำรวจผู้ทรงคุณวุฒิในราชกิจจานุเบกษา
ตอบ นายกรัฐมนตรี
7.ข้อใดไม่ใช่อำนาจหน้าที่ของ ก.ตร.
ตอบ การพิจารณาดำเนินการคัดเลือกข้าราชการตำรวจเพื่อดำเนินการแต่งตั้ง ผบ.ตร. ตามที่นายกฯเสนอ
8. ข้อใดเป็นวาระการดำรงตำแหน่งของ ก.ตร. ผู้ทรงคุณวุฒิ
ตอบ สี่ปีวาระเดียว
9. การลาออกเพื่อไปดำรงตำแหน่งทางการเมืองให้มีผลตั้งแต่เมื่อใด
ตอบ นับตั้งแต่วันที่ขอลาออก
10. การกักตัวไว้ในบริเวณใดบริเวณหนึ่งตามสมควรที่จะกำหนดคือโทษทางวินัยข้อใด
ตอบ กักยาม
11. การลงโทษโดยให้ทำงานโยธาหรืองานอื่นต้องไม่เกินกี่ชั่วโมงต่อหนึ่งวัน
ตอบ 6 ชั่วโมง
12. พ.ต.อ.ยอด ยอดเยี่ยม ถูกลงโทษปลดออก ให้ยื่นอุทธรณ์ต่อใคร
ตอบ ก.ตร.
13. กรณีผู้บังคับบัญชาปฏิบัติต่อตนโดยไม่ถูกต้องหรือไม่ปฏิบัติต่อตนให้ถูกต้อง ต้องร้องทุกข์ต่อผู้ใด
ตอบ ผู้บังคับบัญชา หรือ ก.ตร. แล้วแต่กรณี
14. บุคคลใดสามารถดำรงตำแหน่งได้ทั้ง ก.ตร. และ ก.ต.ช.
ตอบ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
15. การกำหนดนโยบายและมาตรฐานการบริหารงานบุคคลของข้าราชการตำรวจ เป็นหน้าที่ของใคร
ตอบ ก.ตร.

จำหนายเอกสารข้อสอบทุกหน่วยงาน  ติดต่อ 24 ชม. โทร 081-0550-550
Tutor ออฟไลน์
ระดับ: ผู้ดูแลระบบ
รายละเอียดผู้ใช้ 
เฉลยข้อสอบนายร้อยปี 51 -54

วิชา ป.อาญา
ข้อ.1 นายดำโดยสารเครื่องบิน ของบริษัทการบินไทย โดยมีนายโรเบริต์ชาวอังกฤษโดยสารมาด้วย ขณะเครื่องบิน
ดังกล่าวบินอยู่เหนือน่านฟ้าของจีน นายดำได้ทำร้ายร่างกายนายโรเบริต์จนได้รับบาดเจ็บสาหัส ต่อมานายโรเบริต์
ได้เดินทางเข้ามายังประเทศไทย จึงได้นำเรื่องมาปึกษาท่านว่าจะดำเนินคดีต่อศาลไทยได้หรือไม่
ก. ได้เพราะเป็นความผิดที่เกิดในราชอาณาจักรไทย ข. ได้เพราะนายดำเป็นคนไทย
ข้อ. 2 ต่อไปนี้ข้อใดที่ศาลริบทรัพย์ได้ ก. ม้วนวีดีโอลามกที่ยังไม่ติดอากร ข. น้ำมันหล่อลื่นที่ประกาศขายเกินราคา
ค. สายไฟฟ้าที่จำเลยใช้รัดคอเจ้าทรัพย์เพื่อปล้นทรัพย์
ข้อ. 3 นาย ก. ถูกศาลพิพากษาลงโทษฐานขับรถประมาท จึงสั่งปรับ 2,00 บาท จำคุก 1 เดือน โทษจำคุกให้รอการลงโทษ
ไว้ก่อน ต่อมา ก.ได้กระทำผิดอาญาอีก แล้วศาลพิพากษาลงฌโทษจำคุก 2 เดือน ดังนี้ ศาลจะนำโทษที่รอการ
ลงโทษในครั้งก่อน มาบวกเข้ากับโทษในคดีหลังได้หรือไม่ ตอบ. รอได้
ข้อ. 4 แดงต้องการฆ่าดำ จึงใช้ปืนยิงไปที่ดำ แต่กระสุนไม่ถูกดำ จึงเลยไปถูกพ่อของดำถึงแก่ความตาย
ก. ฆ่าคนตายโดยเจตนาตาม ม. 288 ข. ฆ่าคนตายโดยเจตนาตาม ม. 289 (1)
ข้อ. 5 ด.ช.เขียวลักทรัพย์ปู่ของตนเองไป ด.ช.เขียวต้องรับผิดอย่างไร
ก. ไม่ต้องรับโทษ ข. ยอมความได้
ข้อ. 6 สายลับนำเงินไปล่อซื้อยาบ้า ซึ่งได้ตกลงซื้อกันเรียบร้อยแล้ว โดยสายลับได้มอบเงินให้แก่จำเลยไปแล้ว แต่ยังไม่มี
การส่งมอบยาบ้าต่อกัน ดังนี้จำเลยผิดฐานใด
ก. เป็นความผิดสมบรูณ์แล้ว ข. ผิดพยายามจำหน่ายยาบ้า ( ฎ.6527/47 หน้า 99 )
ข้อ. 7 ดำและแดง 2 คน ได้เข้าไปที่ธนาคาร แล้วดำได้ใช้ปืนขู่ให้เจ้าหน้าที่ธนาคารมอบเงินให้ จนท.ธนาคารจึงส่งเงินให้
1,000 บาท แล้ว ดำและแดงได้วิ่งหนีออกมาขึ้นรถที่ขาวจอดรอยู่และเป็นคนคอยดูต้นทางให้ พาขับหนีไป ดังนี้
ดำ แดง ขาว ต้องรับฐานใด
ก. ผิดร่วมกันปล้นทรัพย์ ข. ดำ แดง ผิดชิงทรัพย์ ขาวผิดเป็นผู้สนับสนุน
ข้อ. 8 เขียวและเหลือง เดินทางไปที่บ้าน ฟ้า ไปถึงเขียวเตะรั้วฟ้า เหลืองใช้ปืนขู่ฟ้า พรอมพูดว่าให้ส่งเงินมา ฟ้ากลัวจึง
ได้ส่งเงินเหลือง 100 บาท เหลืองพูดว่า วันหลังจะกลับมาอีก แล้วแยกย้ายกันวิ่งหลบหนี โดยเงิน 100 บาทนั้น
เหลืองได้นำไปด้วย เช่นนี้ เขียว เหลือง ต้องรับผิดฐานใด
ก. เขียวผิดพยามชิงทรัพย์ เหลืองผิดชิงทรัพย์ ข. เขียวและเหลืองผิดร่วมกันชิงทรัพย์
ข้อ. 9 ดำเข้าไปในบ่อนการพนันของแดง ดำเล่นการพนันจนหมดตัว จึงได้นำสร้อยคอของตนไป จำนำไว้ กับแดงเจ้าของ
บ่อน แล้วนำเงินที่จำนำมาเล่นการพนันอีกจนเสียหมด เมื่อดำจะกลับจึงเสียดายสร้อยคอที่จำนำไว้ จึงได้ร่วมกับ
ขาวเข้าไปกระชากเอาสร้อยคอที่อยู่กับแดงและช่วยกันรุมทำร้ายแล้วหลบหนีไป ถามว่าดำมีความผิดฐานใด
ก. ลักทรัพย์ ข. วิ่งราวทรัพย์ ค. ชิงทรัพย์ ง. โกงเจ้าหนี้ ( ฎ. 650/10 ม. 349.350 )
ข้อ.10 ดำและแดงหุ้นกันซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊คจำนวน 1 เครื่อง โดยผลัดเปลี่ยนกันใช้คนละ 2 เดือน ซึ่งให้แดง
นำไปใช้ก่อน ต่อมาแดงไม่มีเงิน จึงได้นำเครื่องคอมพิวเตอร์ดังกล่าวไปขาย แดงผิดฐานใด
ก. ลักทรัพย์ ข. ยักยอก ค. ฉ้กโกง
ข้อ. 11 แดงไม่ระมัดระวังดูให้ดี เดินไปตามถนนจึงไปเหยียบดอกไม้ประดับของขาว จนกิ่งไม้หัก เสียหาย ดังนี้แดงรับผิด
ก. ทำให้เสียทรัพย์ ข. ไม่มีกฎหมายบัญญัติเป็นความผิดอาญาไว้
ข้อ. 12 นางเดือนเจ้าของห้องเช่า ทราบว่าห้องเช่าห้องหนึ่งไม่ชำระค่าเช่าหลายงวดติดต่อกัน นางเดือนจึงได้พาตำรวจไป
เป็นพยาน แล้วไปเปิดห้องเช่าดังกล่าว พร้อมขนเอาสิ่งของภายในห้องเช่าออกหมด แล้วนำไปฝากไว้บนสถานี
ตำรวจ ถามว่า นางเดือนและตำรวจต้องรับผิดอย่างไร
ก. นางเดือนและตำรวจผิดฐานบุกรุก ข. นางเดือนและตำรวจไม่ผิดฐานบุกรุก
ค. นางเดือนผิดฐานบุกรุก ส่วนตำรวจไม่ผิดฐานบุกรุก เพราะสำคัญผิดว่า ตนมีอำนาจที่จะกระทำได้
ข้อ. 13 เก่ามีบ้านติดกับใหม่ เก่าได้ล้อมรัวลวดหนามไว้ระหว่างแนวเขตบ้านของเก่ากับบ้านของใหม่ไว้เป็นเวลานาน
ต่อมาใหม่เห็นว่ารั้วลวดหนามนั้นมีสภาพเก่าและสร้างมานานแล้ว จึงต้องการที่จะรื้อรั้วลวดหนามออก แล้ว
สร้างรั้วคอนกรีตขึ้นแทน โดยไม่ได้แจ้งให้เก่าทราบก่อน ดังนี้ ใหม่ต้องรับผิดอย่างไรหรือไม่
ก. ผิดฐานบุกรุก ข. ผิดทำให้เสียทรัพย์ ค. ไม่ผิดฐานใดเพราะไม่ทำให้เก่าต้องเสียหาย
ข้อ. 14 แดงหลอกดำว่า รถตนเองเสีย จึงได้ว่าจ้างดำให้ไปส่งบ้านในราคา 1,000 บาท พอไปถึงที่หมายแล้วแดงไม่ยอม
จ่ายค่าจ้างให้ดำตามที่ตกลงไว้ ดังนี้ แดงต้อรับผิดฐานใด ตอบ. ก. ฉ้อโกง ข. ต้องรับผิดทางแพ่ง
ข้อ. 15 แดงต้องการนำซากสุนัขที่ตายในบ้านตนเองไปทิ้งไว้ในที่สาธารณะ ขณะลากไปตามถนนนั้น ยังไม่ทันได้ทิ้งซาก
สุนัขดังกล่าว ก็ถูกตำรวจจับเสียก่อน ดังนี้แดงต้องรับโทษอย่างไรหรือไม่
ก. ปรับ 500 บาท ข. ปรับ 100 บาท ค. ไม่ต้องรับโทษ
ข้อ. 16 โต้งต้องการร่วมประเวณีกับภรรยาของตนเอง แต่ภรรยาไม่ยินยอม โต้งจึงใช้กำลังปลุกปล้ำและร่วมประเวณีทาง
ทวารหนักกับภรรยา แต่ยังไม่สำเร็จความใคร่ ดังนี้โต้งต้องรับผิดฐานใดหรือไม่
ก. พยายามข่มขืน ข. ไม่มีความผิดเพราะเป็นภรยาตนเอง ค. ผิดข่มขืนกระทำชำเรา
ข้อ. 17 นายมากเป็นสามีกับนางนาก นางนากตั้งท้องได้ 3 เดือน ต่อมานายมากขอเงินไปดื่มสุรา นางนากไม่ยอมให้ นาย
มากโกรธมาก จึงเตะเข้าที่ท้องของนางนาก ทำให้นางนากแท้งลูกแล้วไปตายที่พระโขนง ดังนี้นายมากต้องรับผิดฐา
ก. ผิดทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส
ข. ผิดฆ่าคนตายโดยไม่เจตนาตาม ม. 290
ข้อ.18 ส.ต.ต.แดง เป็นตำรวจจราจร จึงได้เรียกตรวจรถคันหนึ่ง ปรากฎว่า ไม่มีการประกันภัย ( พรบ.) จึงได้เสนอว่า ถ้าให้
เงิน 1,000 บาท จะไม่จับกุม เจ้าของรถจึงได้นำเงินมาให้ ส.ต.ต.แดง แล้วไปปล่อยตัวไป ดังนี้ ส.ต.ต.แดง ต้องรับ
ผิดอย่างไร ก. เป็นเจ้าพนักงานรับสินบน (ม. 149) ข. ปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบ
ข้อ.19 โตรู้ว่าเล็กเป็นชู้กับเมียตนเอง จึงได้ถือเอาอาวุธปืนมีทะเบียนเดินไปตามทางสาธารณะ เพื่อไปซุ่มยิงเล็กตรงที่เคย
ผ่านประจำ เมื่อเล็กเดินผ่านมาจึงใช้อาวุธปืนยิงเล็กตาย ดังนี้ โตต้องรับผิดฐานใด
ก. ผิดฆ่าคนตายโดยเจตนา ไตร่ตรองไว้ก่อน แต่ไม่ผิดพกพาอาวุธปืนเข้าไปในเมือง หมู่บ้าน ฯ
ข. ผิดฆ่าคนตายโดยเจตนา ไตร่ตรองไว้ก่อน และผิดพกพาอาวุธปืนเข้าไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางส
ข้อ.20 ข้อใดไม่ผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฎิบัติ หรือละเว้นปฎิบัติหน้าที่ โดยมิชอบ หรือโดยทุจริต ตาม ม. 157
ก. ตำรวจขาดราชการ แต่ยังไม่มีคำสั่งให้ออกโดยชอบ พบการกระทำผิด แต่บอกพยานว่าไม่เห็นเหตุการณ์
ข. ตำรวจร่วมเล่นการพนัน แล้วไม่จับกุมผู้ที่เล่นการพนัน
ข้อ. 21 น.ส.แตนจังความตำรวจว่า ถูกนายแดงข่มขืนกระทำชำเรา แต่ไม่ประสงค์จะให้ต้องรับผิด
ก. น.ส.แตนผิดหมิ่นประมาท ข. ไม่ผิดหมิ่นประมาท
ข้อ. 22 ข้อใดไม่เป็นความผิด ก. ถูกคนร้ายไล่ทำร้ายแล้ววิ่งหนีคนร้าย แล้วไปพังประตูบ้านคนอื่นเพื่อหลบคนร้าย
ข้อ. 23 ข้อใดเป็นการต่อสู้ขัดขวาง ก. ปิดไฟ เพื่อไม่ให้เข้าจับกุม ข. ใช้มือผลักและใช้ตัวดันตำรวจเพื่อแย่ง
ถุงพลาสติกที่มีแอมเฟตามีนบรรจุอยู่จากมือตำรวจแล้วไปใส่ปาก เคี้ยวเพื่อทำลายหลักฐาน
ข้อ. 24 ข้อใดถือเป็นการต่อสู้ขัดขวาง ก. ขับรถไปถึงด่านตรวจ ร.ต.อ.แดง ให้สัญญาณหยุดตรวจ แต่ไม่ยอมหยุด แล้วขับ
รถเลยไป ข. ร.ต.อ.แดง กำลังไล่จับ นาย ก. ขณะนาย ก.วิ่งไปได้สักพัก นาย ก.ได้ยิงปืนขู่ขึ้นฟ้า
ข้อ. 25 ข้อใดถือเป็นการต่อสู้ขัดขวาง
ตอบ. ตำรวจตั้งด่านเรียกรถให้หยุดแล้วไม่ยอมหยุด ตำรวจกระโดดขึ้นรถเลยขับรถส่ายไปส่ายมา
ข้อ.26 ตำรวจแต่งนอกเครื่องแบบ แล้วเข้าจับกุมผู้กระทำผิด ผู้ถูกกจับเข้าใจว่าไม่ใช่ตำรวจจริงเลยไม่ยอมให้จับ พร้อม
กับชกหน้าตำรวจแล้ววิ่งหนีไป ตอบ. ไม่ผิดต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน แต่ผิดทำร้ายร่ายกายผู้อื่น
ข้อ.27 ด.ช.จ้อยอายุ 8 ขวบ ใช้หนังสติกยิงเพื่อนตาบอด ดังนี้ ด.ช.จ้อย จะต้องรับผิดอย่างไร
ก. ผิดทำร้ายร่างกาย ข. มีความผิด แต่ศาลให้ส่งตัวไปฝึกอบรมทีสถานพินิจ
ข้อ. 28 ข้อใดถือว่าไม่เป็นความผิด ก. ปล่อยสุนัขที่ดุออกเที่ยวโดยลำพัง แต่ยังไม่กัดใคร ข. เสพสุราประพฤติตนวุ่นวาย
ในที่สาธารณะ ค. เห็นคนจมน้ำ ตนเองว่ายน้ำไม่เป็น จึงไม่เข้าไปช่วย
ข้อ.29 ส.ต.อ.แดง เขียนบันทึกจับกุมผู้ต้องหา โดยผู้ต้องหาไม่ได้ให้การใด ๆ แล้วให้ผู้ต้องหาผู้ตองหาลงลายมือ ต่อมา
ส.ต.อ.แดง แก้ในบันทึกจับกุมว่า ผู้ตองหารับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา ดังนี้ ส.ต.อ.แดง ต้องรับผิดอย่างไร
ตอบ. ผิดปลอมแปลงเอกสาร ตาม ม. 161 และปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ม. 157
ข้อ. 30 นางสร้อยให้ ร.ต.อ.ทองคำ ดำเนินคดีอาญาเรื่องหนึ่งให้ ครั้นเมื่อ ร.ต.อ.ทองคำ ดำเนินคดีจนเสร็จสิ้นแล้ว นาง
สร้อยจึงได้นำพระพุทธรูปรุ่นหายากที่สุดในโลกมาให้ ดังนี้ นางสร้อยต้องรับปิดหรือไม่
ตอบ. ไม่ต้องรับผิด เพราะเป็นการให้หลังจากคดีเสร็จสิ้นแล้ว จึงไม่มีความผิดเรียกรับ เป็นสินน้ำใจ


วิชา กม.ลักษณะพยาน
ข้อ.1 โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทำร้ายร่ากายโจทก์จนได้รับบาดเจ็บสาหัส จำเลยรับว่าทำร้ายร่างกายโจทก์จริง แต่อ้างว่ากระทำ
เพื่อป้องกัน ดังนี้ ใครมีหน้าที่นำสืบก่อ
ตอบ.โจทก์มีหน้าที่นำสืบก่อนเสมอ ( ฎ. 2019 / 2514 )
ข้อ. 2 พนักงานสอบสวน เรียกจำเลยมาสอบถามในฐานะพยานผู้รู้เห็นเหตุการณ์และบันทึกคำให้การไว้ ต่อมาจากการ
สอบสวน พบว่าจำเลยเป็นผู้กระทำผิดจึงฟ้องจำเลยต่อศาล ดังนี้ คำให้การที่จำเลยเคยให้ไว้ศาลจะนำมาพิจารณาได้
หรือไม่ ตอบ. รับฟังไม่ได้เป็นพยานที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ( ฏ.148/2556 )
ข้อ.3 นายโจเป็นประจักษ์พยานเพียงคนเดียวที่รู้เห็นเหตุการณ์ ไม่มาศาลตามนัดศาลจึงสั่งงดสืบนายโจ ต่อมาระหว่าง
สืบพยานฝ่ายจำเลย นายโจมาศาล ดังนี้ ศาลจะสั่งให้สืบนายโจเป็นพยานได้หรือไม่
ตอบ. ได้ เพราะเป็นอำนาจของศาลโดยตรง (ฏ. 1621/2506 )
ข้อ.4 บุคคลในข้อใด ต้องสาบานตนก่อนเป็นพยาน ก. เด็กอายุ 14 ปี 6 เดือน ข. สามเณรเขียวในพุทธศาสนา
ค. นักบวชในศาสนาอื่น ง. คู่ความตกลงกันทั้งสองฝ่ายไม่ต้องสาบานตน
ข้อ. 5 ข้อใดถือว่าพนักงานสอบสวน ทำการสอบสวนโดยไม่ชอบ
ก. สอบสวนนอกเขตอำนาจ ข. สอบสวนพยานลับหลังผู้ต้องหา
ค. สอบสวนในยามวิกาล ง. สอบสวนโดยแจ้งข้อกล่าวหา แต่ไม่แจ้งรายละเอียดแห่ง
ข้อ. 6 ข้อเท็จจริงใดที่ถือว่า ศาลรับรู้เอง
ก. พรบ.เทศบาลที่ประกาศในรชกิจจานุเบกษา ข. ข้อบัญญัติส่วนท้องถิ่น
ข้อ. 7 ข้อใดถูกต้อง ก. คดีอาญา โจทก์อ้างจำเลยเป็นพยานได้ ข. พยานไม่ต้องตอบคำถามโดยตรงหรือ
โดยอ้อม ซึ่งตนจะต้องถูกฟ้องในทางแพ่งหรือทางอาญา
ข้อ.8 โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานลักทรัพย์หรือรับของโจร โดยจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง เช่นนี้ ศาลจะ
พิพากษาคดีอย่างไร ถ้าหากโจทก์แถลงว่า ไม่ติดใจสืบพยานต่อไป
ตอบ. ศาลต้องพิพากษายกฟ้อง เพราะโจทก์ยังมีหน้าที่นำสืบอยู่ ( คดีที่มีโทษจำคุกสูง 5 ปี )
ข้อ. 9 การอ้างพยานเอกสาร ซึ่งเป็นสำเนาของจดหมายติดต่อการจ้างฆ่า การอ้างข้อใดที่ศาลรับฟังได้
ก. อ้างต้นฉบับเท่านั้น ข. อ้างสำเนาได้ ถ้าคู่ความอีกฝ่ายไม่โต้แย้ง หรือยอมรับความจริง
ข้อง 10 บันทึกการประกอบคำรับสารภาพของผู้ต้องหาที่นำชี้ที่เกิดเหตุ ศาลรับฟังได้หรือไม่
ตอบ. รับฟังไม่ เพราะเป็นส่วนหนึ่งของคำให้การ
ข้อ.11 ข้อใดถูกต้องในการสืบพยานไว้ล่วงหน้าที่สามารถทำได้
ก. พนักงานสอบสวนสามารถสืบพยานไว้ล่วงหน้าได้ ข. จำเลยสามารถซักค้านได้
ข้อ.12 ส.ต.ต.ลับ นำธนบัตรไปล่อซื้อยาบ้า แต่ธนบัตรดังกล่าวไม่ได้ลงประจำวันไว้ แล้วพนักอัยการโจทก์อ้างธนบัตร
นั้นเป็นพยาน ดังนี้ ศาลจะรับฟังได้เป็นพยานได้หรือไม่
ตอบ. ศาลรับฟังเป็นพยานได้ แม้ธนบัตรนั้นไม่ได้ลงบันทึกประจำวัน ก็รับฟังได้
ข้อ. 13 ข้อใดต่อไปนี้ถูกต้อง ตอบ. พยานเบิกความชั้นศาลแล้วลืมสาบานตน ต่อมาจึงสาบานตนที่หลังจากเบิกความ
เสร็จและยอมรับความจริงที่ตนเองเพิ่งเบิกความไป รับฟังได้

วิชา พรบ.ตำรวจแห่งชาติ 2547
ข้อ. 1 พรบ.ข้อใดที่ยังไม่ถูกยกเลิก เมื่อประกาศใช้ พรบ. ตำรวจแห่งชาติ 2547
ตอบ. ประกาศของคณะปฎิวัติ ฉบับที่ 14
ข้อ. 2 ในวันที่ 19 ธ.ค. 50 เป็นวันเลือกตั้ง และวันที่ 20 ธ.ค.50 เป็นวันหยุดชดเชย อยากทราบว่าใครเป็นผู้ประกาศเป็นวันหยุดชดเชยดังกล่าว ก. นายกรัฐมนตรี ข. กกต. ค. คณะรัฐมนตรี ง. กตร.
ข้อ. 3 ข้อใดถือว่าเป็นคุณสมบัติที่ต้องห้ามของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ( ม. 20)
ก. เคยได้รับโทษจำคุก 6 เดือนเพราะกระทำผิดโดยประมาท ข. เคยเป็นกรรมการผู้จัดการ ต่อมาลาออกแล้ว
กลับมาเป็นผู้จัดการห้างหุ้นส่วนจำกัด ค. เคยมีคำสั่งให้ออกจากการเป็นนักการเมืองเพราะร่ำรวยผิดปกติ
ข้อ. 4 บุคคลที่อาจได้รับการสรรหา เพื่อเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งต้องมีอายุเท่าใด และต้องพ้นจากการเป็นตำรวจกี่ปี
ตอบ. อายุไม่เกิน 65 ปี และพ้นจากการเป็นตำรวจแล้วเกิน 10 ปี
ข้อ. 5 ข้อใดถูกต้องที่สุด ก. ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และผู้บัญชาการ มีอำนาจแต่งตั้งข้าราชการตำรวจชั้นประทวน
ข. ชั้นตำรวจมี 3 ชั้น ได้แก่ ชั้นสัญญาบัตร ชั้นประทวน ชั้นพลตำรวจ และพลตำรวจสำรองด้วย
ข้อ. 6 การกำหนดตำแหน่งที่เรียกชื่ออย่างอื่นให้มีเฉพาะที่จำเป็น ตำแหน่งในข้อใดที่เป็นตำแหน่งเรียกชื่ออย่างอื่น (ม.4ว.2
ก. รอง ผบ.ตร ข. พงส.ผู้เชี่ยวชาญพิเศษ ค. สารวัตรใหญ่ ง. รองผู้บังคับหมู่
ข้อ. 7 การแต่งตั้งพนักงานสอบสวนผู้ชำนาญการ ให้แต่งจากข้าราชการตำรวจยศใด ( ม. 51 (10) )
ก. ร.ต.ต.-ร.ต.อ. ข. พ.ต.ต.- พ.ต.ท. ค. ร.ต.อ. – พ.ต.ท.
ข้อ. 8 ข้าราชการตำรวจอาจได้รับเงินเพิ่มพิเศษรายเดือน เงินเพิ่มอื่น ๆ ตามที่ใครกำหนด ( ม. 70 )
ตอบ. คณะรัฐมนตรี
ข้อ. 9 ผู้บังคับการ สั่งแต่งตั้งข้าราชการตำรวจตั้งแต่ระดับใด ( ม. 72 (4))
ก. รองผู้บังคับการ ข. พงส. ผู้ชำนาญการพิเศษ ค. ผู้กำกับการ หรือพนักงานสอบสวนผู้ทรงคุณวุฒิ
ข้อ.10 ร.ต.อ.แดง ถูกสอบสวนในกรณีว่ากระทำผิดวินัยร้ายแรง ในระหว่างสอบสวนยังไม่เสร็จนั้น ร.ต.อ.แดงได้
เกษียณอายุราชการไปเสียก่อน ซึ่งจะต้องทำการสอบสวนให้แล้วเสร็จภายในกี่ปี ( ม. 94 )
ตอบ. ภายใน 1 ปี นับแต่วันออกจากราชการ
ข้อ.11 การพ้นจากตำแหน่งของข้าราชการตำแหน่งใด ที่ต้องนำความกราบบังคมทูล เพื่อทรงมีพระบรมราชโองการให้
พ้น เว้นแต่ เพราะความตาย ( ม. 104 ว. ก. รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ข. ผู้บัญชาการ ค. ผู้บังคับการ
ข้อ. 12 ส.ต.ท.ดำ ถูกผู้บังคับบัญชา สั่งลงโทษ กักขัง 10 วัน เพราะไม่แสดงการเคารพ ดังนี้ ส.ต.ท. ดำ จะอุทธรณ์คำสั่ง
ต่อผู้บังคับบัญชาระดับใด ( ม. 105 (1))
ก. ผู้บังคับบัญชาเหนือขึ้นไปชั้นหนึ่ง ข. อุทธรณ์ต่อผู้บังคับบัญชาของบัญชาที่สั่งลงโทษ
ข้อ. 13 ข้าราชการตำรวจผู้ใดเห็นว่าผู้บังคับบัญชา ใช้อำนาจหน้าที่ต่อตนอย่างไร จึงจะมีสิทธิ์ร้องทุกข์ได้ ( ม.106 )
ก. ส.ต.ต.หญิง สะอ้อน ถูกผู้บังคับบัญชาสั่งโทษ ภาคทัณฑ์
ข. ส.ต.ต.หญิงสะอ้อน ถูก ร.ต.อ.แดงขับรถชนจนได้รับความเสียหาย แต่ไม่รับผิดชอบ
ค. ส.ต.ต.หญิง สะอ้อน ขอลาเพื่อไปยุ่งเกี่ยวเชิงชู้สาวกับสามีคนอื่น แล้วผู้บังคับบัญชาไม่อนุญาต
ข้อ.14 ข้อใดไม่ใช่กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ตอบ. เลขาธิการกฤษฎีกา
ข้อ.15 กรณี พรบ. 2521 เรื่องร้องทุกข์ถูกยกเลิก ถ้าข้าราชการตำรวจมีเรื่องร้องทุกข์ต้องร้องทุกข์ตาม พรบ. 2547 ได้
หรือไม่ ตอบ. ร้องทุกข์ได้ตาม พรบ. 2547 ม.106
ข้อ.16 ข้อใดไม่ถูกต้องเกี่ยวกับวาระการดำรงตำแหน่งของ กตร.และ กตช.
ตอบ. กตร.มีวาระ

วิชา ป.วิ อาญา
ข้อ. 1 นายดำอยู่กินฉันสามีภรรยากับนางแดง โดยไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน แล้วมีบุตรด้วยกันหนึ่งคนคือ ด.ญ.งาม อายุ
16 ปี ต่อมา ด.ญ. งามถูกนายเหี้ยมข่มขืนกระทำชำเรา นายดำจึงได้พา ด.ญ.งามไปร้องทกุข์ต่อร้อยเวร ต่อมานายดำ
ได้ตกลงกับนายเหี้ยม โดยให้นายเหี้ยมยอมชดใช้ค่าเสียหายให้ นายดำจึงขอถอนคำร้องทุกข์ โดย ด.ญ.งามไม่
ยินยอม ดังนี้ นาย ดำมีอำนาจเพียงใดหรือไม่
ก. ถอนได้เพราะ นายดำ เป็นผูแทนโดยชอบธรรม ข. ถอนได้เพราะนายดำเป็นผู้ใช้อำนาจปกครอง
ค. ถอนไม่ได้ เพราะนายดำไม่มีอำนาจัดการแทนตาม ม. 5(1)
ข้อ. 2 พนักงานสอบสวน สน.บางยี่ขัน ไปพบศพคนตายในเขตท้องที่ของตน ซึ่งมีร่อยรอยถูกทำร้าย ดังนี้ พนักงาน
สอบสวน สามารถสอบสวนได้เพราะเหตุใด
ก. เพราะเชื่อว่าคดีได้เกิดในเขต ข. เพราะอ้างว่าคดีได้เกิดในเขตท้อง
ข้อ. 3 กรณีไม่แน่ใจว่า พงส. คนใดในระหว่างหลายจังหวัด ใครเป็นผู้รับผิดชอบ จะต้องให้ใครเป็นผู้ชี้ขาด
ก. ผู้ว่าราชการจังหวัด ข. ผบ.ตร ค. อัยการสูงสุดหรือผู้รักษาการแทน
ข้อ. 4 นายดำบุตรของนายแดงถูกนายเหลืองฆ่าตาย นายแดงจึงฟ้องนายเหลืองต่อศาล ในระหว่างดำเนินคดีนั้น นายแดง
ตายลง ต่อมา นายขาวบุตรของนายแดงอีกคน ได้ยื่นฟ้องนายเหลืองต่อศาลอีก ดังนี้นายขาวจะดำเนินการต่อไปได้
หรือไม่ ( ม. 29 ว.1 ) ตอบ. นายขาวฟ้องไม่ได้
ข้อ. 5 การถอนฟ้องจะต้องดำเนินการได้เมื่อใด ตอบ. ก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา ( ม.35 )
ข้อ. 6 การส่งหมายเรียกพยานต้องส่งให้ใคร กรณีบุคคลตามหมายเรียกไม่อยู่ ตอบ. ส่งให้แก่บุคคล 20 ปี
ข้อ.7 การฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาข้อใดถูกต้อง
ตอบ. ต้องรับฟังข้อเท็จจริงในคำพิพากษาในคดีอาญา
ข้อ. 8 การยื่นฟ้องเกี่ยวกับคดีภาษีโรงเรือน ที่ดิน ต้องยื่นฟ้องต่อศาลใด
ตอบ. ก. ต่อศาลอาญา ข. ต่อศาลจังหวัด ค. ศาลอาญากรณีไม่มีศาลแขวง
ข้อ. 9 รายการใดไม่มีในหมายเรียก ก. สถานที่ออกหมาย ข. เหตุที่ให้ผู้นั้นมา ค. ข้อเท็จจริงที่พยานต้องให้การ
ข้อ. 10 ข้อใดเป็นกรณีในการไต่สวนมูลฟ้อง
ก. จำเลยไม่ยื่นคำให้การ ข. ทนายโจทก์ไม่ยอมมาฟังคำให้การ
ข้อ. 11 ด.ต.เข้ม ออกตรวจพื้นที่รับผิดชอบ พบกลุ่มวัยรุ่น 6 คน หนึ่งในหกคนนั้นมีผู้ต้องหาของ ด.ต.เข้ม ด้วย และสงสัย
ว่าน่าจะมีสิ่งของที่จะใช้ในการกระทำความผิด ดังนี้ ด.ต.เข้ม สามารถตรวจค้นได้หรือไม่
ตอบ. สามารถตรวจค้นได้ โดยไม่มีหมายค้น
ข้อ. 12 พนักงานสอบสวนทราบว่า ในคดีอาญาเรื่องหนึ่งมีผู้ร่วมกระทำความผิด 6 คน แต่พนักงานอสบสวนเห็นว่า ทำ
การสอบสวนผู้กระทำผิดเพียง 4 คนก็เพียงพอแล้ว จึงได้รวบรวมสำนวนส่งพนักงานอัยการ ต่อมาอัยการมีคำสั่ง
เด็ดขาดไม่ฟ้องผู้ต้องหา ดังนี้ พนักงานสอบสวนจะทำการสอบสวนผู้ร่วมกระทำผิดที่เหลืออีก 2 คน แล้วส่งต่อ
ต่ออัยการได้หรือไม่ ( ม. 147 )
ตอบ. ไม่ได้ เพราะไม่ใช่พยานหลักฐานใหม่ที่สำคัญแก่คดีและเพียงพอที่จะฟ้องผู้ต้องหาได้
ข้อ. 13 อัยการโจทก์ฟ้องจำเลยต่อศาลในความผิดฐานลักทรัพย์ และขอให้ลงโทษจำเลยฐานลักทรัพย์ ต่อมาศาลเห็นว่า
ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในทางพิจารณาของศาลเป็นความผิดฐานปล้นทรัพย์ ดังนี้ ศาลจะพิพากษาลงโทษจำเลย
ฐานปล้นทรัพย์ได้หรือไม่ ( ม. 192 ว.3 ) ตอบ. พิพากษาไม่ลงโทษไม่ เพราะเป็นเรื่องพิพากษาเกินคำขอ
ข้อ. 14 กรณีใดเป็นการห้ามในการอุทธรณ์ ในปัญหาข้อเท็จจริงหรือปัญหาข้อกฎหมาย ( ม. 193 )
ตอบ. กรณีที่คู่ความมิได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น
ข้อ. 15 เมื่อศาลชั้นต้นไม่ยอมรับฎีกา ผู้ฎีกาอาจฎีกาเป็นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลนั้นต่อศาลฎีกาได้ โดยจะต้องยื่นคำ
ร้องที่ศาลชั้นต้นภายในกำหนดกี่วัน ( ม. 224 ) ตอบ. ภายใน 15 วัน นับแต่วันฟังคำสั่ง
ข้อ. 16 นายเหี้ยมฉุดคร่า น.ส.น้อย จาก จ.สมุทรสาคร ผ่านไปที่ จ.สมุทรสงคราม แล้วนำไปกักขังตัวไว้ที่ จ.เพชรบุรี
ดังนี้ พนักงานสอบสวนท้องที่ใดท้องหนึ่งที่เกี่ยวข้องมีอำนาจสอบสวนได้หรือไม่ ( ม. 19 (3) )
ตอบ. มีอำนาจสอบสวนได้ เพราะเป็นความที่เกิดขึ้นหลาย ๆพื้นที่ต่อเนื่องกัน
ข้อ. 17 โจทก์ฟ้องจำเลยว่าลักทรัพย์และรับของโจร จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง โจทก์แถลงว่าไม่สืบพยานต่อไป
ดังนี้ ศาลจะพิพากษาลงโทษจำเลยโดยอย่างไร ( ม. 176 )
ตอบ. ศาลต้องยกฟ้อง เพราะโจทก์ยังมีภาระการพิสูจน์อยู่ ( วิชากม. พยาน )
ข้อ. 18 โจทก์และจำเลยจะตกลงท้ากันให้ศาล สืบพยานคนใดเพื่อให้ศาลววินิจฉัยคดีไปตามข้อเท็จจริงที่คู่ความตกลงกัน
ได้หรือไม่ ตอบ. ไม่ได้ ( วิชา กม.พยาน )
ข้อ. 19 ข้อใดไม่ถือว่าเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมเกินคำขอของศาลอุทธรณ์
ก. ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุก 4 เดือน ปรับ 2,000 บาท โทษจำคุกให้รอไว้ก่อน ศาลอุทธรณ์ลงโทษจำคุก 6 เดือน
ไม่รอการลงโทษ
ข. ศาลชั้นต้นลงโทษกรรมเดียวแต่ผิด กม.หลายบท ศาลอุทธรณ์เห็นว่าผิดบทเบา
ข้อ. 20 การที่พนักงานสอบสวน ทำการสอบสวนผู้ต้องหาโดยมิได้แจ้งให้ผู้ต้องหาทราบว่า ถ้อยคำใด ๆ ที่ว่า ผู้ต้องหามี
สิทธิ์ที่จะให้การ หรือไม่ให้การก็ได้ ถ้าให้การถ้อยคำนั้นอาจใช้เป็นพยานหลักฐานในการพิจารณาคดีได้ มีผล
ตอบ. จะรับฟังเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของผู้นั้นไม่ได้
จำหนายเอกสารข้อสอบทุกหน่วยงาน  ติดต่อ 24 ชม. โทร 081-0550-550
Tutor ออฟไลน์
ระดับ: ผู้ดูแลระบบ
รายละเอียดผู้ใช้ 
กฎ ก.ตร.ว่าด้วยการสืบสวนข้อเท็จจริง พ.ศ.๒๕๔๗
๑.ประกาศในราชกิจจาฯวันที่ ๑๔ ธ.ค.๔๗ มีผล ๑๕ ธ.ค.๔๗ กรณีมีการตั้งกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง
ก่อนวันที่ ๑๕ ธ.ค.๔๗ ให้ใช้วิธีการหลักเกณฑ์วิธีการเดิมไปจนกว่าจะแล้วเสร็จ
๒.การสืบสวนข้อเท็จจริง หมายถึง
๒.๑ การแสวงหาข้อเท็จจริงและหลักฐาน
๒.๒ ซึ่งผู้มีหน้าที่สืบสวนข้อเท็จจริงได้ทำไปตามอำนาจและหน้าที่
๒.๓ เพื่อทราบรายละเอียดแห่งพฤติการณ์และการกระทำนั้นว่าเกิดจากการกระทำของข้า ราชการตำรวจที่ (๑)มีเหตุอันควรสงสัย หรือ (๒) ถูกกล่าวโทษว่าทำผิดวินัยหรือไม่ประการใด
๓.การเริ่มดำเนินการสืบสวนข้อ เท็จจริง โดยผู้บังคับบัญชาระดับสารวัตรขึ้นไป หรือจเรตำรวจ โดยการดำเนินการเองหรือตั้งคณะกรรมการฯ หรือสั่งผู้ใดให้สืบสวนข้อเท็จจริง กรณีดังนี้
๓.๑ มีการร้องเรียนกล่าวหาว่าข้าราชการตำรวจผู้ใดกระทำผิดวินัย หรือ
๓.๒ ผู้บังคับบัญชามีสงสัยว่าข้าราชการตำรวจผู้ใดกระทำผิดวินัย
๓.๓ ส่วนราชการหรือหน่วยงานอื่น แจ้งมาตำรวจในบังคับบัญชาทำผิดหรือสงสัยว่าทำผิดวินัย
๒.๔ มีบัตรสนเท่ห์เฉพาะมีการระบุข้อเท็จจริง พยานหลักฐานแวดล้อมและระบุพยานบุคคล,พยานวัตถุหรือพยานเอกสารชี้แนะแนวทางพอ ที่สะสืบสวนได้
๒.๕ปรากฏข่าวในสื่อมวลชนเฉพาะมีการระบุข้อเท็จจริง พยานหลักฐานแวดล้อมและระบุพยานบุคคล,พยานวัตถุหรือพยานเอกสารชี้แนะแนวทางพอ ที่สะสืบสวนได้
๒.๖ กรณีอื่นๆที่ ผู้บังคับบัญชาหรือจเรตำรวจเห็นควรให้มีการสืบสวนข้อเท็จจริง
๔.เมื่อ ผู้มีอำนาจสั่งแล้ว ห้ามมิให้สั่งให้สืบสวนฯเรื่องเดียวกันอีก ถ้าผู้บังคับบัญชาโดยตรงสั่งตั้งแล้ว และมีหน่วยอื่นที่มีอำนาจสืบสวนด้วย ให้หน่วยอื่นนั้นงดสืบสวนเรื่องนั้นแล้วนำสิ่งที่ได้สิบสวนมาแล้วมาเข้า สำนวนที่ผู้บังคับบัญชาสั่งตั้ง
๕.ข้อห้ามมิให้ผู้สั่ง(ยกเว้นนายกฯ)และ คณะกรรมการฯเป็นบุคคลดังต่อไปนี้ (๑)รู้เห็นเหตุการณ์ที่จะสืบสวน(รู้เห็นในลักษณะมีส่วนร่วมกระทำ) (๒)มีส่วนได้เสียในเรื่องที่จะสิบสวน (๓)มีสาเหตุโกรธเคืองกับผู้ถูกสืบสวน (๔)เป็นผู้ร้องเรียนกล่าวหา หรือเป็นคู่สมรส บุพการี ผู้สืบสันดานหรือพี่น้องร่วมบิดาหรือร่วมมารดากับผู้ร้องเรียนกล่าวหา
๖.การสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการฯหรือสั่งให้ผู้ใดสืบสวนฯมีสาระสำคัญตามแบบ สส.๑
๗.คำสั่งมีผลและการดำเนินการของผู้สั่ง
(๑) กรณีรู้ตัวผู้ถูกกล่าวหา
-แจ้งคำสั่งผู้ถูกกล่าวหาทราบโดยเร็ว
-ให้ผู้ถูกกล่าวหาลงชื่อรับทราบ วันลงชื่อถือเป็นวันทราบคำสั่ง
-มอบสำเนาคำสั่งให้ผู้ถูกกล่าวหา ๑ ฉบับ
-กรณีไม่ยอมรับหรือแจ้งไม่ได้ส่งทางไปรษณีย์ตอบรับ ถือว่ารับทราบเมื่อพ้น ๑๕ วันนับแต่ส่ง
-แจ้งไปด้วยให้ผู้ถูกกล่าวหาชี้แจงข้อเท็จจริงเรื่องที่ถูกกล่าวหาให้ปรานกรรมการทราบใน ๑๕ วันนับแต่ทราบคำสั่ง
(๒) ส่งสำเนาคำสั่งให้คณะกรรมการทราบ สำหรับประธานหรือผู้สืบสวนฯส่งทั้งสำเนาคำสั่งและเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้อด้วย
๘.คณะกรรมการหรือผู้สืบสวนฯมีหน้าที่
(๑)สืบสวนไปตามหลักเกณฑ์วิธีการกำหนดเวลา
(๒)รวบรวมประวัติผู้ถูกกล่าวหา
(๓)บันทึกการสืบสวน
(๔)ห้ามบุคคลอื่นเข้าร่วมทำการสืบสวน
๙.คณะกรรมการฯต้องดำเนินการดังนี้
(๑)ดำเนินการตาม ๘.
(๒) ประธานเรียกประชุมคณะกรรมการวางแนวทาง
(๓)การประชุมพิจารณาพยานหลักฐานและประชุมลงมติกรรมการต้องมาไม่น้อยกว่า ๓ คน และไม่น้อยว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนทั้งหมด
(๔) การลงมติถือเสียงข้างมาก เท่ากันประธานชี้ขาด
๑๐.ระยะเวลาการสืบสวน
(๑)เร็ว ที่สุด โดยไม่เกิน ๖๐ วันนับแต่ทราบคำสั่ง ไม่เสร็จขอขยายไปยังผู้สั่ง ห้ามขยายออกไปอีกเกิน ๖๐ วัน หากจำเป็นอีกต้องขอขยายไปยังผู้บังคับบัญชาเหนือผู้สั่งหนึ่งชั้นได้ไม่เกิน ๖๐ วัน
(๒)กรณีสรุปสำนวนแล้วผู้สั่งให้ควรให้สืบสวนเพิ่มเติม ต้องสืบสวนให้เสร็จใน ๓๐ วัน ไม่เสร็จขอขยายได้ไม่เกิน ๓๐ วันตามความจำเป็น หากจำเป็นจะขยายอีกต้องขอต่อผู้บังคับบัญชาเหนือชั้นได้อีกไม่เกิน ๓๐ วัน
๑๑.คณะ กรรมการเห็นว่าไม่มีมูลสรุปความเห็นให้ยุติ เห็นว่ามีมูลควรกล่าวหาว่าทำผิดวินัยสรุปพยานหลักฐานตามแบบ สส.๒ ให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบ และถามว่ากระทำตามที่ถูกกล่าวหาหรือไม่ หากสารภาพต้องแจ้งว่าเป็นความผิดวินัยกรณีใดมาตราใด หากยังคงรับสารภาพบันทึกถ้อยคำไว้รวมทั้งเหตุผลในการรับ หากไม่รับฯหรือรับบางส่วน ให้สอบถามว่าจะชี้แจงเป็นหนังสือหรือไม่ ให้โอกาสชี้แจงหรือนำเสนอพยานหลักฐาน
๑๒.กรณีผู้ถูกกล่าวหาไม่มารับทราบ หรือมาแต่ไม่ยอมลงชื่อรับทราบข้อกล่าวหาให้บันทึกสาระสำคัญตามแบบ สส.๒ ให้ส่งทางไปรษณีย์ตอบรับโดยทำ ๓ ฉบับส่งไป ๒ ฉบับ เพื่อให้ผู้ถูกกล่าวหาลงชื่อและส่งกลับ ๑ ฉบับ หากล่วงพ้น ๑๕ วันแล้วไม่ได้รับ สส.๒ คืนหรือไม่ได้รับคำชี้แจง หรือไม่มาพบกรรมการให้ถือว่าผู้ถูกกล่าวหาได้ทราบเรื่องรายละเอียดตามข้อ กล่าวหาแล้วและไม่ประสงค์แก้ข้อกล่าวหา
๑๓.วิธีการสอบปากคำ
(๑) การสอบปากคำผู้ถูกกล่าวหา,พยานใช้แบบ สส.๓,สส.๔ ตามลำดับ
(๒) กรรมการไม่น้อยกว่า ๒ คน
(๓)ก่อนเริ่มถามคำให้การต้องแจ้งว่ากรรมการเป็นเจ้าพนักงานตาม ป.อาญา
(๔) ห้ามล่อลวง ขู่เข็ญ ให้สัญญาหรือกระทำการใดเป็นการจูงใจให้ให้ถ้อยคำ
(๕) สอบปากคำได้ทีละคน ห้ามผู้อื่นอยู่ด้วยยกเว้นทนายความหรือที่ปรึกษาของผู้ถูกกล่าวหา
(๖) บันทึกเสร็จต้องอ่านให้ฟังหรือให้อ่านเอง แล้วลงชื่อไว้เมื่อรับว่าถูกต้อง ผู้ร่วมฟังลงชื่อไว้ด้วย และลงชื่อกรรมการทุกคน
(๗) ผู้ลงชื่อไม่ได้นำ ป.พ.พ.ม.๙ มาใช้
๑๔.พยาน หลักฐานไม่จำเป็นและไม่ใช่ประเด็นสำคัญจะทำให้สำนวนล่าช้า งดสืบได้แต่ต้องบันทึกเหตุไว้ และสามารถส่งประเด็นไปให้หัวหน้าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสืบสวนแทนได้
๑๕.คณะกรรมการเห็นว่าผู้ถูกกล่าวหาทำผิดวินัยอื่นด้วยหรือพาทพิงถึงข้าราชการตำรวจอื่นมีส่วนร่วมให้เสนอผู้สั่ง
๑๖.กรณี มีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าผู้ถูกกล่าวหาทำผิดหรือต้องรับผิด ถ้าข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาประจักษ์ชัด ถือเอาคำพิพากษาเป็นพยานหลักฐานโดยไม่ต้องสืบสวนต่อไปก็ได้

๑๗.การสรุปรายงานการสืบสวน
(๑) กรณีมีมูลความผิดวินัยร้ายแรงให้เสนอแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง
(๒) กรณีมีมูลว่าทำผิดวินัยไม่ร้ายแรงให้เสนอว่าผิดกรณีใด มาตราใด ควรรับโทษสถานใด
(๓)มีมูลอันเป็นความผิดอาญา หรือรับผิดทางแพ่งอยู่ด้วยหรือไม่
(๔) ทำรายงานเสนอไปยังผู้สั่งตั้งตามแบบ สส.๕
๑๘.ผู้ ถูกกล่าวหามีสิทธิคัดค้านเหตุตามข้อห้าม (ตาม ๕)ไปยังผู้สั่งตั้ง ต้องทำใน ๗ วันนับแต่วันรับทราบคำสั่ง โดยคัดค้านเป็นหนังสือแสดงข้อเท็จจริงว่าจะไม่ได้ความจริงหรือไม่ยุติธรรม อย่างไร และต้องพิจารณาสั่งการโดยไม่ชักช้าแต่ไม่เกิน ๓๐ วันนับแต่ได้รับหนังสือคัดค้าน กรณีไม่พิจารณาข้อคัดค้านให้เสร็จในเวลา ๓๐ วัน ถือว่าผู้ถูกคัดค้านพ้นจากหน้าที่กรรมการสืบสวนหรือผู้สืบสวนแต่ไม่กระทบถึง สิ่งที่ทำไปแล้วก่อนหน้านั้น
๑๙.ผู้ถูกกล่าวหามีสิทธินำทนายความหรือที่ปรึกษาได้ไม่เกิน ๑ คน มาร่วมรับฟังการสอบปากคำตนได้หรือให้ถ้อยคำแทนตนได้
๒๐.การ นับเวลาเริ่มต้น นับถัดจากวันแรกแห่งเวลานั้น ส่วนการขยายนับต่อจากวันสุดท้ายแห่งเวลาเดิม หากวันสุดท้ายตรงวันหยุดราชการให้นับวันเริ่มเปิดทำการเป็นวันสุดท้าย

กฎ ก.ตร.ว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการและระยะเวลาการประเมินผล ฯ พ.ศ.2547
กฎ ก.ตร.ว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการและระยะเวลาการประเมินผล การปฏิบัติราชการของข้าราชการตำรวจ
พ.ศ.2547
อาศัย อำนาจตามความในมาตรา ๓๑ (๒) และมาตรา ๖๖ แห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๔๗ มติ ก.ตร. ในการประชุมครั้งที่ ๕/๒๕๔๗ เมื่อวันที่ ๒๑ เมษายน พ.ศ.๒๕๔๗ และ มติอนุกรรมการ ก.ตร. เกี่ยวกับการพัฒนาระบบการบริหารงานบุคคลของข้าราชการตำรวจ ในการประชุมครั้งที่ ๑/๒๕๔๗ เมื่อวันที่ ๑๔ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๔๗ จึงออกกฎ ก.ตร.ไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ ๑ กฎ ก.ตร. นี้ ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
ข้อ ๒ กฎ ก.ตร. นี้ มีหลักการที่จะประเมินประสิทธิภาพและประสิทธิผลการปฏิบัติ ราชการของข้าราชการตำรวจบนพื้นฐานของผลสำเร็จและผลสัมฤทธิ์ของงานเป็นหลัก
ข้อ ๓ การประเมินผลการปฏิบัติราชการของข้าราชการตำรวจ มี วัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้บังคับบัญชาใช้เป็นเครื่องมือในการปรับปรุง ประสิทธิภาพและประสิทธิผลการปฏิบัติราชการและนำผลการประเมินไปใช้เป็นข้อมูล ประกอบการพิจารณาแต่งตั้งและเลื่อนเงินเดือน
ข้อ ๔ การประเมินผลการปฏิบัติราชการของข้าราชการตำรวจ ให้ประเมินจากผลงานและคุณลักษณะผู้ปฎิบัติราชการ ดังนี้
(๑) การประเมินผลงานให้พิจารณาจากองค์ประกอบ ดังต่อไปนี้
(ก) ปริมาณงาน
(ข) คุณภาพของผลงาน
(ค) ความทันเวลา
(ง) ผลลัพธ์ ประโยชน์ในการนำไปใช้และประสิทธิผลของงาน
(จ) การประหยัดทรัพยากรหรือความคุ้มค่าของผลงาน
(๒) การประเมินคุณลักษณะผู้ปฏิบัติราชการ ให้พิจารณาจากองค์ประกอบ ดังต่อไปนี้
(ก) ความสามารถและความอุตสาหะในการปฏิบัติราชการ
(ข) การรักษาวินัย
(ค) การปฏิบัติตนเหมาะสมกับการเป็นข้าราชการ ตำรวจ
(ง) ความคิดริเริ่ม การสร้างสรรค์ และงานเชิงรุก
สำนัก งานตำรวจแห่งชาติ อาจกำหนดให้มีองค์ประกอบการประเมินอื่น ๆ เพิ่มเติม ได้ตามความเหมาะสมของลักษณะภารกิจและสภาพการปฏิบัติ ราชการของข้าราชการตำรวจ ในตำแหน่งต่าง ๆ โดยให้กำหนดตัวชี้วัดขององค์ประกอบการประเมิน รวมทั้งแบบประเมิน ผลการปฏิบัติราชการของข้าราชการตำรวจให้ชัดเจน เป็นรูปธรรม
ข้อ ๕ ให้มีการกำหนดข้อตกลงเกี่ยวกับผลการปฏิบัติราชการร่วมกัน ระหว่างผู้ประเมินและผู้รับการประเมิน เช่น แผนงาน โครงการ กิจกรรม หรือผลงานที่กำหนดในการมอบหมายงาน เป็นต้น ทั้งนี้ ให้คำนึงถึงข้อตกลงผลการบริหารงานของสำนักงานตำรวจแห่งชาติหรือภารกิจหลัก ที่ได้มีการกำหนดไว้ด้วย
ข้อ ๖ ให้ประเมินผลการปฏิบัติราชการของข้าราชการตำรวจ ปีละ ๒ ครั้ง ตามรอบปีงบประมาณ คือ
ครั้งที่ ๑ ระหว่างวันที่ ๑ ตุลาคม ถึง ๓๑ มีนาคม ของปีถัดไป
ครั้งที่ ๒ ระหว่างวันที่ ๑ เมษายน ถึง ๓๐ กันยายน ของปีเดียวกัน
ข้อ ๗ การประเมินผลการปฏิบัติราชการ ให้มีสัดส่วนคะแนน การประเมินจากผลงานไม่น้อยกว่าร้อยละ ๗๐ และแบ่งกลุ่มผลการประเมินไม่น้อยกว่า ๓ กลุ่ม เช่น กลุ่มสูงกว่ามาตรฐานกลาง กลุ่มอยู่ในมาตรฐานกลาง และกลุ่มต่ำกว่ามาตรฐานกลาง เป็นต้น โดยให้ผู้บังคับบัญชา จัดทำบัญชีรายชื่อผู้ที่มีผลการประเมินไว้ให้ชัดเจนทุกครั้งที่มีการประเมิน
ข้อ ๘ ให้มีการแจ้งการประเมินและผลการประเมิน การเปิด โอกาสให้เข้าพบเพื่อปรึกษาหารือแนะนำเกี่ยวกับการประเมินและผลการประเมิน การ ประกาศรายชื่อผู้ที่มีผลการประเมินอยู่ในกลุ่มสูงกว่า มาตรฐานกลางในที่เปิดเผย
ข้อ ๙ ให้มีคณะกรรมการพิจารณาผลการประเมิน เพื่อทำ หน้าที่พิจารณาคำร้องทุกข์ของผู้รับการประเมินที่เห็นว่า ผลการประเมินของตนไม่เป็นไปตามข้อเท็จจริง
ข้อ ๑๐ เมื่อเสร็จสิ้นการประเมินผลการปฏิบัติราชการแต่ละครั้งแล้ว ให้ผู้บังคับบัญชา หรือผู้ประเมิน นำผลการประเมินไปใช้ประกอบการให้คำปรึกษาแนะนำแก่ผู้รับการประเมินเพื่อให้ มีการแก้ไข ปรับปรุง พัฒนาการปฏิบัติราชการให้มีสมรรถนะและผลสัมฤทธิ์ของงานดียิ่งขึ้น
ข้อ ๑๑ ให้มีระบบการจัดเก็บผลการประเมิน เพื่อนำไปใช้ตามวัตถุประสงค์ที่กำหนด
ข้อ ๑๒ ให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ดำเนินการกำหนดราย ละเอียด วิธีการ เพื่อถือปฏิบัติตามกฎ ก.ตร. นี้ รวมทั้ง การปรับปรุงและพัฒนาการประเมินผลการปฏิบัติราชการให้สอดคล้องกับกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ คำสั่ง มติคณะรัฐมนตรี ภารกิจและลักษณะงานที่เกี่ยวข้อง และมีอำนาจในการวินิจฉัยปัญหาที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับการประเมินผลการปฏิบัติ ราชการเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับข้าราชการตำรวจ

ให้ไว้ ณ วันที่ ๑๐ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๗
พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ
รองนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี
ประธานกรรมการข้าราชการตำรวจ


ประมวลจริยธรรมและจรรยาบรรณของตำรวจ พ.ศ.2553
วันที่ 12 มีนาคม 2554 กฎ ก.ตร. ว่าด้วยประมวลจริยธรรมและจรรยาบรรณของตำรวจ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2553 มีผลใช้บังคับ กฎ ก.ตร. ฉบับนี้
เป็นการ ยกเลิกความในข้อ 2 แห่ง กฎ ก.ตร. ว่าด้วยประมวลจริยธรรมและจรรยาบรรณ ของตำรวจ พ.ศ. 255 1 และกฎ ก.ตร. ฉบับนี้แทน
เหตุผล ในการประกาศใช้กฎ ก.ตร. ฉบับใหม่ เนื่องจาก ข้าราชการตำรวจที่มีการกระทำหรือความ ประพฤติที่ยังไม่ถึงขั้นทำผิดวินัย ประกอบกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติมีข้าราชการตำรวจจำนวนมาก จำเป็นต้องกระจายอำนาจ โดยให้จเรตำรวจแห่งชาติสามารถมอบหมายหน่วยงานอื่นสามารถสอดส่องดูแลแทนจเร ตำรวจแห่งชาติได้ โดยให้มีศูนย์รับผิดชอบงานของหน่วยงานต่าง ๆ ด้านจริยธรรมเป็นศูนย์เดียว เป็นเอกภาพในการปฏิบัติงาน และต้องการกระจายอำนาจให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการสอดส่อง ดูแลข้าราชการตำรวจ จึงจำเป็นต้องออก กฎ ก.ตร. ฉบับนี้
กฎ ก.ตร. ฉบับนี้ ลงนาม โดย สุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี ประธานกรรมการข้าราชการตำรวจ
ส่วน แรกของประมวลจริยธรรมและจรรยาบรรณตำรวจ ระบุว่า ด้วยสำนักงานตำรวจแห่งชาติมีอำนาจและหน้าที่ที่สำคัญ ได้แก่ การรักษาความปลอดภัยสำหรับองค์พระมหากษัตริย์ พระราชินี พระรัชทายาท ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ พระบรมวงศานุวงศ์ ผู้แทนพระองค์ และพระราชอาคันตุกะ และการรักษากฎหมายคุ้มครองชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน รักษาความสงบเรียบร้อยของสังคม บริการชุมชนให้เกิดความร่มเย็น ป้องกันและปราบปรามผู้กระทำผิดกฎหมาย และดำเนินการเพื่อนำผู้กระทำผิดกฎหมายเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม
ดังนั้น เพื่อให้การปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีประสิทธิภาพประสิทธิผล และ ประชาชนมีความศรัทธาเชื่อมั่ จึงจำเป็นต้องกำหนดประมวลจริยธรรมและจรรยาบรรณของตำรวจ เป็นกรอบการประพฤติปฏิบัติของข้าราชการ ตำรวจให้มีคุณธรรม จริยธรรม
และจรรยาบรรณที่ดีและเป็นมาตรฐาน
ส่วนที่ 1 มาตรฐานคุณธรรม และอุดมคติของตำรวจ
ข้าราชการตำรวจพึงยึดถือคุณธรรมสี่ประการตามพระบรมราโชวาท เป็นเครื่องเหนี่ยวรั้งในการประพฤติตนและปฏิบัติหน้าที่ ดังนี้
(1) การรักษาความสัจ ความจริงใจต่อตัวเองที่จะประพฤติปฏิบัติแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์และเป็นธรรม
(2) การรู้จักข่มใจตนเอง ฝึกตนเองให้ประพฤติปฏิบัติอยู่ในความสัจ ความดีเท่านั้น
(3) การอดทน อดกลั้น และอดออม ที่จะไม่ประพฤติล่วงความสัจสุจริต ไม่ว่า ด้วยเหตุประการใด
(4) การรู้จักละวางความชั่ว ความทุจริต และรู้จักสละประโยชน์ส่วนน้อยของตนเพื่อประโยชน์ส่วนใหญ่ของบ้านเมือง

สำหรับ อุดมคติของตำรวจ 9 ประการ ประกอบด้วย
(1) เคารพเอื้อเฟื้อต่อหน้าที่
(2) กรุณาปราณีต่อประชาชน
(3) อดทนต่อความเจ็บใจ
(4) ไม่หวั่นไหวต่อความยากลำบาก
(5) ไม่มักมากในลาภผล
(6) มุ่งบำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์แก่ประชาชน
(7) ดำรงตนในยุติธรรม
( กระทำการด้วยปัญญา
(9) รักษาความไม่ประมาทเสมอชีวิต

ส่วนที่ 2 มาตรฐานทางจริยธรรมและจรรยาบรรณของตำรวจ
ข้า ราชการตำรวจต้องเคารพ ศรัทธา และยึดมั่นการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งต้องประพฤติปฏิบัติ ดังนี้
(1) จงรักภักดีและเทิดทูนพระมหากษัตริย์ พระราชินี และพระรัชทายาท และไม่ยอมให้ผู้ใดล่วงละเมิด
(2) สนับสนุนการเมืองประชาธิปไตยด้วยศรัทธา มีความเป็นกลางทางการเมืองไม่เป็นผู้บริหารหรือกรรมการพรรคการเมือง และไม่กระทำการใด ๆ อันเป็นคุณหรือเป็นโทษแก่พรรคการเมือง หรือผู้สมัครรับเลือกตั้งทั้งในระดับชาติและท้องถิ่น
ข้าราชการตำรวจต้องมีจิตสำนึกของความเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์เพื่อให้ ประชาชนศรัทธาและเชื่อมั่น ซึ่งต้องประพฤติปฏิบัติ ดังนี้
(1) มีท่าทีเป็นมิตร มีมนุษยสัมพันธ์อันดี และมีความสุภาพอ่อนโยนต่อประชาชนผู้รับบริการ รวมทั้งให้บริการประชาชนด้วยความเต็มใจ รวดเร็ว และไม่เลือกปฏิบัติ
(2) ปฏิบัติตนให้เป็นที่เชื่อถือไว้วางใจของประชาชน ไม่เบียดเบียน ไม่แสดงกริยาหรือท่าทางไม่สุภาพหรือไม่ให้เกียรติ รวมทั้งไม่ใช้ถ้อยคำ กริยา หรือท่าทาง ที่มีลักษณะหยาบคาย ดูหมิ่น หรือเหยียดหยามประชาชน
(3) เอื้อเฟื้อ สงเคราะห์ และช่วยเหลือประชาชนเมื่ออยู่ในฐานะที่จำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือ หรือประสบเคราะห์จากอุบัติเหตุ การละเมิดกฎหมาย หรือภัยอื่น ๆ ไม่ว่าบุคคลนั้นจะเป็นผู้ต้องสงสัยหรือผู้กระทำผิดกฎหมายหรือไม่
(4) ปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบว่าด้วยข้อมูลข่าวสารของทางราชการอย่างเคร่งครัด การให้ข้อมูลข่าวสารแก่ประชาชนที่ร้องขอ ต้องดำเนินการด้วยความรวดเร็วไม่ถ่วงเวลาให้เนิ่นช้า และไม่ให้ข้อมูลข่าวสารอันเป็นเท็จแก่ประชาชน
ข้าราชการตำรวจต้องมีความ ซื่อสัตย์สุจริตและยึดมั่นในศีลธรรม โดยยึดประโยชน์ส่วนรวมเหนือประโยชน์ส่วนตน ซึ่งต้องประพฤติปฏิบัติ ดังนี้
(1) ไม่ใช้ตำแหน่ง อำนาจหรือหน้าที่ หรือไม่ยอมให้ผู้อื่นใช้ตำแหน่ง อำนาจหรือหน้าที่ของตนแสวงหาประโยชน์สำหรับตนเองหรือผู้อื่น
(2) ไม่ใช้ตำแหน่ง อำนาจหรือหน้าที่ หรือไม่ยอมให้ผู้อื่นใช้ตำแหน่ง อำนาจหรือหน้าที่ของตนไปในทางจูงใจหรือมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจ การใช้ดุลพินิจ หรือการกระทำของข้าราชการตำรวจหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอื่น อันเป็นผลให้การตัดสินใจ การใช้ดุลพินิจ หรือการกระทำของผู้นั้นสูญเสียความเที่ยงธรรมและยุติธรรม
(3) ไม่รับของขวัญนอกเหนือจากโอกาสและกาลตามประเพณีนิยม และของขวัญนั้นต้องมีมูลค่าตามที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต แห่งชาติประกาศกำหนด เว้นแต่ญาติซึ่งให้โดยเสน่หาตามจำนวนที่เหมาะสมตามฐานานุรูปหรือการให้โดย ธรรมจรรยา
(4) ไม่ใช้เวลาราชการหรือทรัพย์ของราชการเพื่อธุรกิจหรือประโยชน์ส่วนตน
(5) ไม่ประกอบอาชีพเสริมซึ่งมีลักษณะเป็นผลประโยชน์ทับซ้อน หรือเป็นการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนตนกับประโยชน์ส่วนรวม
(๖) ดำรงชีวิตส่วนตัวไม่ให้เกิดมลทินมัวหมองต่อตำแหน่งหน้าที่ ไม่ทำผิดกฎหมายแม้เห็นว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย ไม่หมกมุ่นในอบายมุขทั้งหลาย ไม่ฟุ้งเฟ้อหรูหรา และใช้จ่ายประหยัดตามฐานะแห่งตน
นอกจากนี้ ข้าราชการตำรวจต้องภาคภูมิใจในวิชาชีพ กล้ายืนหยัดกระทำในสิ่งที่ ถูกต้องดีงามเพื่อเกียรติศักดิ์และศักดิ์ศรีของความเป็นตำรวจ ซึ่งต้องประพฤติปฏิบัติ ดังนี้
(1) ปฏิบัติหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาตามครรลองของการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายอย่างเคร่งครัด
(2) ไม่สั่งให้ผู้ใต้บังคับบัญชาปฏิบัติการในสิ่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือขัดต่อคุณธรรมและศีลธรรม
(3) ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งที่ตนรู้หรือควรจะรู้ว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย ในการนี้ให้ทักท้วงเป็นลายลักษณ์อักษรต่อผู้บังคับบัญชาผู้สั่ง
(4) ไม่เลี่ยงกฎหมาย ใช้หรือแนะนำให้ใช้ช่องโหว่ของกฎหมายเพื่อประโยชน์สำหรับตนเองหรือผู้อื่น หรือทำให้สูญเสียความเป็นธรรมในกระบวนการยุติธรรม
ประเด็นที่สำคัญ ข้าราชการตำรวจต้องตระหนักว่า การใช้อาวุธ กำลัง หรือความรุนแรงเป็นมาตรการที่รุนแรงที่สุด ข้าราชการตำรวจอาจใช้อาวุธ กำลัง หรือความรุนแรง ได้ต่อเมื่อมีความจำเป็นภายใต้กรอบของกฎหมายและระเบียบแบบแผน หรือเมื่อผู้กระทำความผิด หรือผู้ต้องสงสัยใช้อาวุธต่อสู้ขัดขวางการจับกุม หรือเพื่อช่วยบุคคลอื่นที่อยู่ในอันตรายต่อชีวิตเมื่อมีการใช้อาวุธ กำลัง หรือความรุนแรง ไม่ว่าจะมีผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิตหรือไม่ ข้าราชการตำรวจต้องรายงานเป็นหนังสือต่อผู้บังคับบัญชาตามระเบียบแบบแผน ทันที
ในการรวบรวมพยานหลักฐาน การสืบสวนสอบสวน การสอบปากคำ หรือการซักถามผู้กระทำความผิด ผู้ต้องหา ผู้ที่อยู่ในความควบคุมตามกฎหมาย ผู้เสียหาย ผู้รู้เห็นเหตุการณ์ หรือบุคคลอื่น ข้าราชการตำรวจต้องแสดงความเป็นมืออาชีพโดยใช้ความรู้ความสามารถทางวิชาการ ตำรวจ รวมทั้งใช้ปฏิภาณไหวพริบและสติปัญญา เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงและธำรงไว้ซึ่งความยุติธรรม ซึ่งต้องประพฤติปฏิบัติ ดังนี้
(1) ไม่ทำการทารุณหรือทารุณกรรมต่อบุคคล หรือต่อบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับบุคคลนั้น
(2) ไม่ใช้ จ้าง วาน หรือยุยงส่งเสริม หรือปล่อยปละละเลยให้มีการทารุณหรือทารุณกรรมต่อบุคคล หรือต่อบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับบุคคลนั้น
(3) ไม่กระทำการข่มขู่หรือรังควาน หรือไม่ใช้อำนาจที่มิชอบ หรือแนะนำเสี้ยมสอนบุคคลให้ถ้อยคำอันเป็นเท็จหรือปรักปรำผู้อื่น
(4) ไม่กักขังหรือหน่วงเหนี่ยวบุคคลที่ยังไม่ได้ถูกจับกุมตามกฎหมาย เพื่อการสอบปากคำ
(5) ไม่ใช้อำนาจที่มิชอบเพื่อให้ได้มาซึ่งพยานหลักฐาน


สรุป แนวสอบกฎ ก.ตร.ว่าด้วยประมวลจริยธรรมและจรรยาบรรณของตำรวจ ( ฉบับที่ ๒ ) พ.ศ.๒๕๕๓
1.กฎ ก.ตร. ฉบับปัจจุบันนี้เรียกว่า ?
- กฎ ก.ตร.ว่าด้วยประมวลจริยธรรมและจรรยาบรรณของตำรวจ ( ฉบับที่ ๒ ) พ.ศ.๒๕๕๓
2.มีผลบังคับใช้เมื่อ ?
- ตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป
3.กฎ ก.ตร. ฉบับปัจจุบันนี้ได้ยกเลิก หรือเพิ่มความในข้อใดบ้าง ?
- ยกเลิกความใน ข้อ๑ , ข้อ๒ , ข้อ๘ วรรค๒ และ วรรค๓
- ยกเลิก ประมวลจริยธรรมและจรรยาบรรณของตำรวจ พ.ศ.๒๕๕๑ (แนบท้าย กฎ ก.ตร. ว่าด้วย
ประมวลจริยธรรมและจรรยาบรรณของตำรวจ พ.ศ.๒๕๕๑
- เพิ่มความใน ข้อ๙ วรรค๒ วรรค๓ วรรค๔ และวรรค๕
4.กฎ ก.ตร. ฉบับปัจจุบันนี้ ให้ไว้ ณ วันที่ ?
- ให้ไว้ ณ วันที่ ๑๔ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๓
5.ใครเป็นผู้ลงนามกฎ ก.ตร. ฉบับปัจจุบันนี้ ในฐานนะประธานกรรมการข้าราชการตำรวจ ?
- นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี ประธานกรรมการ
ข้าราชการตำรวจ
6.กรอบแห่งการประพฤติปฏิบัติของข้าราชการตำรวจ คือ ?
- มาตรฐานคุณธรรม และอุดมคติของตำรวจ
- มาตรฐานทางจริยธรรมและจรรยาบรรณของตำรวจ
7.สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พิจารณาอะไรที่ต้องคำนึงถึง พฤติกรรม การปฏิบัติตามประมวลจริยธรรมและจรรยาบรรณตำรวจของบุคคล ?
- การพิจารณาสรรหา/กลั่นกรอง/แต่งตั้ง/โยกย้าย/เลื่อนตำแหน่ง/เลื่อนขั้นเงินเดือน/ลงโทษ
8.ใคร มีหน้าที่เป็นศูนย์ส่งเสริมจริยธรรม/พัฒนาคุณธรรม/กำหนดตัวชี้วัด/ ประเมิน/รณรงค์/ส่งเสริม/ประชาสัมพันธ์/เผยแพร่/กำหนดหลักสูตร/ฝึกอบรม ของข้าราชการตำรวจ ?
- กองบัญชาการศึกษา
9.การดำเนินงานของ กองบัญชาการศึกษา ในข้อ 8 ต้องได้รับความเห็นชอบจากใคร ?
- ก.ตร.
10.ใครต้องประกาศเชิดชูเกียรติหน่วยงาน และข้าราชการในสังกัด ที่ประพฤติปฏิบัติดีเยี่ยม ประจำทุกปี ?
- สำนักงานตำรวจแห่งชาติ , สำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ, กองบัญชาการ, และหน่วยงาน เทียบเท่ากองบัญชาการ
11.หน่วยงานใดที่ต้องนำ ประมวลจริยธรรมและจรรยาบรรณตำรวจ ไปกำหนดเป็นหลักสูตรการเรียนการสอน ?
- สถาบันการฝึกอบรมของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
12.ใครมีหน้าที่ให้คำปรึกษาแนะนำ/จำทำคู่มือ/คำอธิบายแนวทางปฏิบัติ/สอดส่องดูแล ฯ ในภาพรวมของ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
- จเรตำรวจแห่งชาติ
13.หาก จเรตำรวจแห่งชาติ พบว่าหน่วยงานใด ละเมิด/ฝ่าฝืน/ไม่ปฏิบัติตาม ฯ จะต้องรายงานใคร ? - ผบ.ตร.
14.ใครสามารถแต่งตั้งที่ปรึกษาประมวลจริยธรรมและจรรยาบรรณตำรวจ ระดับกองบัญชาการ/กองบังคับการ ตามความเหมาะสม
- จเรตำรวจแห่งชาติ
15.กำหนดให้ใครมีส่วนร่วมในการการสอดส่องดูแลกองบัญชาการ/กองบังคับการ/สถานีตำรวจด้วย
- คณะกรรมการตรวจสอบและติดตามการบริหารงานตำรวจภาคประชาชน
16.หาก ข้าฯ ละเมิด/ฝ่าฝืน/ไม่ปฏิบัติตาม มาตรฐานคุณธรรมและอุดมคติตำรวจ โดยไม่เจตนาและไม่ก่อผลเสียต่อหน่วยงาน ผู้บังคับชาจะต้องดำเนินการอย่างไร ?
- พิจารณาดำเนินการทางการปกครอง โดยอบรม/ชี้แนะแนวทาง เพื่อสำนึกแก้ไขปรับปรุงตน หากขัดขืนไม่ปฏิบัติตามอีก ให้ว่ากล่าวตักเตือน
17.กรณี หากข้าฯ ละเมิด/ฝ่าฝืน/ไม่ปฏิบัติตาม มาตรฐานจริยธรรมฯ โดยที่เป็นข้อห้ามในการรักษาวินัย ผู้บังคับชาจะต้องดำเนินการอย่างไร ?
- พิจารณาดำเนินการทางวินัยภายในอำนาจหน้าที่
18.หากผู้บังคับบัญชา พิจารณาว่า การละเมิด/ฝ่าฝืน มาตรฐานจริยธรรมฯ ร้ายแรงหรือไม่ พิจารณาจากอะไร ?
- อายุ
- ประวัติ
- ความประพฤติในอดีต
- สภาพแวดล้อมแห่งกรณี
- ผลร้ายอันเกิดจากการฝ่าฝืน
- เหตุอันควรอันนำมาประกอบการพิจารณา
19.หากพบว่าผู้ใต้บังคับบัญชา ละเมิด/ฝ่าฝืน/ไม่ปฏิบัติตาม ประมวลจริยธรรมฯ ถือว่า ?
- ผู้บังคับบัญชาจงใจ ละเมิด/ฝ่าฝืน/ไม่ปฏิบัติตาม ประมวลจริยธรรมฯ
20.หาก พบว่า ผู้บังคับบัญชาของตน/หน่วยงานของตน ละเมิด/ฝ่าฝืน/ไม่ปฏิบัติตาม ประมวลจริยธรรมฯ ผู้ใต้บังคับบัญชาจะทำอย่างไร ?
- รายงานผู้บังคับบัญชา เหนือหน่วยงานที่ตนสังกัดได้ อย่างน้อย 3 ลำดับชั้น
21.จากข้อ 21. หากผู้บังคับบัญชา ที่ตนรายงาน มิได้ดำเนินการ ให้รายงานถึง ?
- จเรตำรวจแห่งชาติ/ผบ.ตร.
22.จาก การดำเนินการตามข้อ 20. ให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยการเสนอแนะของ จเรตำรวจแห่งชาติวางระเบียบให้แล้วเสร็จ ภายใน กี่วัน นับแต่วันที่ กฎ ก.ตร. นี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา
- ภายใน 45 วัน
23.ใครมีหน้าที่ เสนอความเห็น ต่อ ก.ตร. เพื่อแก้ไขเพิ่มเติม/ปรับปรุงประมวลจริยธรรมและจรรยาบรรณตำรวจ ได้ ?
- จเรตำรวจแห่งชาติ
24.มาตรฐานคุณธรรมและอุดมคติของตำรวจ คือ ?
- เครื่องเหนี่ยวรั้งให้ ข้าฯอยู่ในกรอบศีลธรรม-คุณธรรม
- ชี้แนวทางบรรลุถึงปณิธาน
25.มาตรฐานจริยธรรมตำรวจ คือ ?
- คุณความดีที่เป็นข้อประพฤติ ให้ประชาชนเชื่อมั่น/ยอมรับ
26.จรรยาบรรณของตำรวจ คือ ?
- ประมวลความประพฤติ/วิชาชีพตำรวจธำรงไว้ซึ่งศักดิ์ศรี-เกียรติภูมิ
27.การไม่เลือกปฏิบัติ หมายถึง ?
- ไม่ใช้ความรู้สึกพึงพอใจ/ไม่พึงพอใจส่วนตัวต่อบุคคล/กลุ่มบุคคล ที่มาจาก ชาติกำเนิด/เพศ/ศาสนา/ความเชื่อ/สัญชาติ/อายุ/การศึกษา ฯลฯ
28.ประโยชน์ หมายถึง ?
- เงิน/ทรัพย์สิน/บริการ/ตำแหน่งหน้าที่การงาน/สิทธิประโยชน์/คำมั่นสัญญา ที่จะให้ในอนาคต
29.กาทารุณ/ทารุณกรรม หมายถึง ?
- กระทำต่อ ร่างกาย/จิตใจ/โหดร้าย/ไร้มนุษยธรรม/เจ็บปวดแสนสาหัส/ดูถูกศักดิ์ศรี ความเป็นมนุษย์
30.ข้าราชการตำรวจควรพึงยึดสิ่งใดเป็นเครื่องเหนี่ยวรั้งในการประพฤติตน ?
- คุณธรรม 4 ประการตามพระบรมราโชวาท
31.คุณธรรม 4 ประการประกอบด้วยอะไรบ้าง ?
- ความสัจ , ข่มใจ , อดทน , ละชั่ว
32.ข้าราชการตำรวจควรพึงยึดสิ่งใดเป็นแนวทางชี้นำการประพฤติ-ปฏิบัติหน้าที่เพื่อบรรลุปริธาน ?
- อุดมคติของตำรวจ 9 ประการ
33. อุดมคติของตำรวจ 9 ประกอบด้วยอะไรบ้าง ?
- 1.เคารพเอื้อเฝื้อ 2.กรุณาปราณี 3.อดทน 4.ไม่หวั่นไหว 5.ไม่มักมาก
6.บำเพ็ญตน 7.ยุติธรรม 8.ปัญญา 9.ไม่ประมาท
34.ทำไมข้าฯ ต้องหมั่นศึกษาหาความรู้อยู่ตลอดเวลา ?
- เพื่อพัฒนาตนเองทันโลกทันเหตุการณ์/ชำนาญการ
35.ข้าฯ ไม่รับของขวัญนอกเหนือจากโอกาส/กาลตามประเพณีนิยม และของขวัญต้องมีมูลค่าที่ใครกำหนด ?
- คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามทุจริตแห่งชาติ ประกาศกำหนด
36.หาก ข้าฯ รู้ว่าการปฏิบัติตามคำสั่งมิชอบด้วยกฎหมาย ตนจะต้องทำอย่างไร ?
- ทักท้วงเป็นลายลักษณ์อักษรต่อผู้บังคับบัญชาผู้สั่ง
37.ใครเป็นผู้กำหนดให้ ข้าฯ ต้องปฏิบัติตาม ค่านิยมหลัก ?
- ผู้ตรวจการแผ่นดิน กำหนด
38.การที่ ข้าฯ ใช้อาวุธ/กำลัง/ความรุนแรง ถือว่า ?
- ถือว่าเป็นมาตรการที่รุนแรงที่สุด
39.เมื่อมีการใช้อาวุธ/กำลัง/ความรุนแรง ไม่ว่าจะมีผู้บาดเจ็บ หรือเสียชีวิตหรือไม่ จะต้อง ?
- รายงานเป็นหนังสือต่อ ผู้บังคับบัญชา ตามระเบียบแบบแผนทันที

1. กฎ ก.ตร ว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการและระยะเวลาการประเมินผลการปฏิบัติราชการของข้าราชการตำรวจ พ.ศ 2547
มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่เท่าใด 17 กรกฏาคม 2547
2. หลักการที่จะประเมินประสิทธิภาพและประสิทธิผลการปฏิบัติราชการของข้าราชการต้องคำนึงถึงอะไรเป็นหลัก
บนพื้นฐานของผลสำเร็จ และผลสัมฤทธิ์ของงานเป็นหลัก
3. ทั้งนี้การประเมินผลการปฏิบัติราชการของข้าราชการตำรวจ มีวัตถุประสงค์อย่างไร
เพื่อให้ผู้บังคับบัญชาใช้เป็นเครื่องมือในการปรับปรุงประสิทธิภาพและประสิทธิผลการปฏิบัติราชการ
4. ข้อใดเป็นคุณลักษณะของข้าราชการตำรวจที่ต้องมีการประเมินผล บุคลิกภาพ
5. ในส่วนของการประเมินผลงาน ประกอบด้วยการประเมิน ปริมาณงาน คุณภาพของผลงาน ความทันเวลา
6. ในส่วนของการประเมินด้านคุณลักษณะผู้ปฏิบัติราชการ ให้พิจารณาจากองค์ประกอบ การรักษาวินัย ความคิดริเริ่ม
การสร้างสรรค์ ความสามารถและความอุตสาหะ
7. ข้อใดต่อไปนี้กล่าวถูกต้องที่สุดเกี่ยวกับวัตถุประสงค์ของการประเมินผลการปฏิบัติราชการของข้าราชการตำรวจ
เพื่อประโยชน์ในการพัฒนาระบบข้าราชการตำรวจ
เพื่อให้ผู้บังคับบัญชาใช้เป็นเครื่องมือในการปรับปรุงประสิทธิ์ภาพผลการปฏิบัติราชการ
เพื่อให้ผู้บังคับบัญชานำผลการประเมินไปใช้เป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาตั้งแต่งและเลื่อนเงินเดือน
8. เมื่อการประเมินผลที่กำหนด ให้ประเมินผลตามรอบปีงบประมาณครั้งที่ 1 อยู่ในช่วงเวลาใด
1 ต.ค. ถึง 31 มี.ค.ของปีถัดไป
9. เมื่อเสร็จสิ้นการประเมินผลการปฏิบัติราชการแต่ละครั้งแล้วผู้บังคับบัญชาหรือผู้ประเมินจะต้องดำเนินการต่อไป
อย่างไร นำผลการประเมินไปใช้ประกอบการให้คำปรึกษาแนะนำแก่ผู้รับการประเมิน
10. ในการกำหนดข้อตกลงเกี่ยวกับผลการปฏิบัติราชการร่วมกันระหว่างผู้ประเมินและผู้รับการประเมิน กฎ ให้คำนึงอะไร
เป็นสำคัญ ข้อตกลงผลการบริหารงานของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
ภารกิจหลักที่ได้มีการกำหนดไว้
ผลประโยชน์ของสังคมสาธารณะเป็นสำคัญ
กฎ ก.ตร. นี้มีหลักเกณฑ์อย่างไร ประเมินความสามารถในการปฏิบัติราชการของตำรวจ
11. การประเมินให้ประเมินจาก ผลงาน คุณลักษณะของผู้ปฏิบัติ
12. การประเมินต้องให้มีการประเมินจากคุณลักษณะของผู้ประเมินเป็นจำนวนเท่าใด
-การประเมินผลการปฏิบัติราชการ ให้มีสัดส่วนคะแนนการประเมินจากผลงานไม่น้อยกว่าร้อยละ ๗๐ ดังนั้นการ
ประเมินจากคุณลักษณะของผู้ประเมินควรจะตอบ 30 เปอร์เซ็นต์
13. การประเมินจากคุณลักษณะของผู้ปฏิบัติมีอะไรบ้างที่ไม่ใช่
การประพฤติตนเหมาะสมกับการทำงาน
14. คณะกรรมการพิจารณาการประเมินมีหน้าที่ใด
รับการร้องเรียนจากผู้รับการประเมิน (จริงๆแล้ว คณะกรรมการทำหน้าที่พิจารณาคำร้องทุกข์ของผู้รับการประเมินที่
เห็นว่า ผลการประเมินของตนไม่เป็นไปตามข้อเท็จจริง ตามข้อ 9)
15. หลักเกณฑ์ วิธีการและระยะเวลาการประเมินออกโดยอาศัยอำนาจใด
พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ 2547
มติ ก.ตร. เกี่ยวกับการพัฒนาระบบบริหารส่วนบุคคล
การประชุมคณะอนุกรรมการ ก.ตร.ครั้งที่ 5/2547
16. การประเมินต้องแบ่งออกอย่างน้อยสามช่วงคือ
ต่ำกว่ามาตราฐานกลาง อยู่ในมาตราฐานกลาง สูงกว่ามาตรฐานกลาง
17. ให้เปิดเผยรายชื่อผู้ได้รับการประเมินช่วงใด ผู้ได้รับผลการประเมินในระดับสูงกว่ามาตรฐานกลาง
18. ให้มีระบบการจัดเก็บผลการประเมินเพื่อสิ่งใด เพื่อนำไปใช้ตามวัตถุประสงค์
19. กฎ ก.ตร นี้มีหลักการที่จะประเมินประสิทธิภาพและประสิทธิผลการปฏิบัติราชการของข้าราชการตำรวจโดยตั้งอยู่บน
พื้นฐานในเรื่องอะไรเป็นหลัก ผลสำเร็จและผลสัมฤทธิ์ของงาน
20. หน่วยงานใดมีอำนาจในการวินิจฉัยปัญหาที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับการประเมินผลการปฏิบัติราชการ
สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
21. ในกรณีที่ผู้รับการประเมินเห็นว่าผลการประเมินของตนไม่เป็นไปตามข้อเท็จจริงผู้รับการ
ประเมินอาจเสนอคำร้องทุกข์ต่อบุคคลใดเพื่อพิจารณาได้ คณะกรรมการพิจารณาผลการประเมิน
22. การประเมินผลงานในการปฏิบัติราชการของข้าราชการตำรวจให้พิจารณาจากองค์ประกอบในข้อใดต่อไปนี้
ผลลัพธ์ ประโยชน์ในการนำไปใช้และประสิทธิ์ผลงาน ปริมาณของผลงาน คุณภาพของผลงาน การประเมิน
25 คุณลักษณะผู้ปฏิบัติราชการให้พิจารณาองค์ประกอบในข้อใดดังต่อไปนี้
ความริเริ่ม การสร้างสรรค์ และงานเชิงรุก
23. กฎ ก.ตร.ว่าด้วยหลักเกณฑ์วิธีการและระยะเวลาการประเมินผลการปฏิบัติราชการของข้าราชการตำรวจ พ.ศ.2547
ประกาศใช้เมื่อวันที่เท่าใด 10 กรกฎาคม 2547 ประกาศใช้โดย พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ ปรท.ประธาน
คณะกรรมการข้าราชการตำรวจ
จำหนายเอกสารข้อสอบทุกหน่วยงาน  ติดต่อ 24 ชม. โทร 081-0550-550
Tutor ออฟไลน์
ระดับ: ผู้ดูแลระบบ
รายละเอียดผู้ใช้ 
ข้อสอบกฎหมายลักษณะพยาน

1. ในคดีแพ่ง ผู้ใดมีหน้าที่นำสืบข้อเท็จจริง
ก. คู่ความฝ่ายที่กล่าวอ้างข้อเท็จจริง
ข. โจทก์
ค. จำเลย
ง. คู่ความ

2. ในคดีแพ่งคู่ความไม่ต้องพิสูจน์ข้อเท็จจริงใด
ก. ข้อเท็จจริงซึ่งเป็นที่รู้กันอยู่ทั่วไป
ข. ข้อเท็จจริงซึ่งไม่อาจโต้แย้งได้
ค. ข้อเท็จจริงซึ่งศาลเห็นว่าคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งได้รับแล้ว
ง. ถูกทุกข้อ

3. คู่ความฝ่ายใดมีความจำนงที่จะอ้างอิงเอกสารฉบับใด หรือคำเบิกความของพยานคนใด หรือมีความจำนงที่จะให้ศาลตรวจบุคคลวัตถุ สถานที่ หรืออ้างอิงความเห็นของผู้เชี่ยวชาญที่ศาลตั้ง เพื่อเป็นพยานหลักฐานสนับสนุนข้ออ้างหรือข้อเถียงของตน ให้คู่ความฝ่ายนั้นยื่นต่อศาล
ก. ก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่าห้าวัน
ข. ก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน
ค. ก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่าสิบวัน
ง. ก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่าสิบห้าวัน

4. ถ้าคู่ความฝ่ายใดมีความจำนงจะยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมให้ยื่นคำแถลงขอ ระบุพยานเพิ่มเติมต่อศาลพร้อมกับบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมและสำเนาบัญชี ระบุพยานเพิ่มเติมดังกล่าวได้
ก. ก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่าสิบวัน
ข. ภายในสิบวันนับแต่วันสืบพยาน
ค. ก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่าสิบห้าวัน
ง. ภายในสิบห้าวันนับแต่วันสืบพยาน

5. การอ้างเอกสารเป็นพยานนั้นให้ยอมรับฟังได้แต่
ก. ต้นฉบับเอกสารเท่านั้น
ข. สำเนาที่รับรองแล้วถูกต้อง
ค. สำเนาที่รับรองจากส่วนราชการ
ง. ถูกทุกข้อ

6. กรณีใด กฎหมายกำหนดให้ศาลยอมรับฟังสำเนาเอกสาร เป็นพยานหลักฐานแห่งเอกสารนั้นได้
ก. เมื่อคู่ความที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายตกลงกันว่าสำเนาเอกสารนั้นถูกต้องแล้ว
ข. ถ้าต้นฉบับเอกสารหาไม่ได้ เพราะสูญหาย
ค. ถ้าต้นฉบับเอกสารถูกทำลายโดยเหตุสุดวิสัยหรือไม่สามารถนำต้นฉบับมาได้โดยประการอื่น
ง. ถูกทุกข้อ

7. กรณีใด ศาลจะอนุญาตให้นำพยานบุคคลมาสืบแทนพยานเอกสารก็ได้
ก. ถ้าต้นฉบับเอกสารหาไม่ได้ เพราะสูญหาย
ข. ถ้าต้นฉบับเอกสารถูกทำลายโดยเหตุสุดวิสัย
ค. ถ้าไม่สามารถนำต้นฉบับมาได้โดยประการอื่น
ง. ถูกทุกข้อ

8. กรณีต้นฉบับเอกสารที่อยู่ในความอารักขาหรือในความควบคุมของทางราชการนั้น จะนำมาแสดงได้ต่อเมื่อได้รับอนุญาตของรัฐมนตรี หัวหน้ากรม กอง หัวหน้าแผนกหรือผู้รักษาการแทนในตำแหน่งนั้น ๆ ที่เกี่ยวข้องแล้วแต่กรณี จะใช้พยานบุคคลแทนได้หรือไม่
ก. ไม่ได้ แต่อาจใช้สำเนาเอกสารซึ่งรัฐมนตรี หัวหน้ากรม กอง หัวหน้าแผนกหรือผู้รักษาการแทนในตำแหน่งนั้น ๆ ได้รับรองถูกต้องแล้ว
ข. ใช้ได้เฉพาะต้นฉบับเท่านั้น
ค. ได้ แต่ต้องเป็นบุคคลที่ดูแลรักษาเอกสารนั้น
ง. ได้ แต่บุคคลที่ดูแลเอกสารนั้นต้องมาเบิกความยืนยัน

9. เจ้าพนักงานตำรวจจับนายเล็กได้พร้อมเฮโรอีนของกลางจำนวนหนึ่ง นายเล็กให้การรับสารภาพต่อพนักงานสอบสวนว่า ซื้อเฮโรอีนของกลางมาจากนายใหญ่ เจ้าพนักงานตำรวจจึงขอหมายจับตัวนายใหญ่มาดำเนินคดีด้วย นายใหญ่ให้การปฏิเสธ ต่อมาพนักงานอัยการยื่นฟ้องนายเล็กและนายใหญ่เป็นจำเลยในคดีเดียวกันโดยฟ้อง นายเล็กฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองและฟ้องนายใหญ่ฐานจำหน่ายเฮโรอีนจำเลยทั้ง สองให้การปฏิเสธ ในชั้นพิจารณาโจทก์นำสืบบันทึกคำให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนของนายเล็กเป็น พยานหลักฐานต่อศาล ให้วินิจฉัยว่า ศาลจะรับฟังบันทึกคำให้การของนายเล็กเป็นพยานหลักฐานยันจำเลยทั้งสองได้หรือ ไม่ ( เนติ 56 )
ก. ได้ เพราะคำให้การของนายเล็กฯ ไม่ได้เกิดจากบังคับ จูงใจ และก็ไม่มีกฎหมายห้ามรับฟัง
ข. ได้ เพราะเป็นประจักษ์พยาน
ค. ไม่ได้ เพราะเป็นคำซัดทอดของผู้ต้องหา
ง. แล้วแต่ศาลเห็นสมควร เพื่อการยุติธรรม

10. พนักงานอัยการโจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำผิดฐานพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจาร ในชั้นพิจารณาโจทก์อ้างว่าไม่อาจนำเด็กหญิงแดงอายุ 14 ปี ผู้เสียหายมาเป็นพยานศาลได้เนื่องจากเด็กหญิงแดงย้ายภูมิลำเนาไปอยู่ต่าง ประเทศไม่อาจติดต่อได้ จึงขออ้างส่งวิดีทัศน์การสอบปากคำเด็กหญิงแดงในชั้นสอบสวน โดยพนักงานสอบสวนทำการสอบสวนในสถานที่ที่จัดเฉพาะสำหรับเด็กซึ่งมีนัก จิตวิทยา มารดาของเด็กหญิงแดงซึ่งเด็กหญิงแดงร้องขอ และพนักงานอัยการเข้าร่วมในการถามปากคำนั้นด้วยเป็นพยานหลักฐานแทน นอกจากนั้นโจทก์ยังได้นำสืบเด็กหญิงเขียว อายุ 13 ปี โดยศาลให้คู่ความถามพยานปากนี้ผ่านนางใจเย็นนักสังคมสงเคราะห์ ทั้งนี้ศาลไม่ได้ให้เด็กหญิงเขียวและนางใจเย็นปฏิญาณหรือสาบานตนก่อนเช่นนี้ หากจำเลยคัดค้านการนำสืบพยานหลักฐานของโจทก์ดังกล่าวว่าต้องห้ามมิให้รับฟัง ตามกฎหมาย ให้วินิจฉัยว่า ศาลจะรับฟังวิดีทัศน์คำให้การของเด็กหญิงแดงในชั้นสอบสวนและคำเบิกความของ เด็กหญิงเขียวได้หรือไม่ เพียงใด ( เนติ 56 )
ก. วิดีทัศน์คำให้การของเด็กหญิงแดงในชั้นสอบสวนรับฟังได้และคำเบิกความของเด็กหญิงเขียวรับฟังได้
ข. วิดีทัศน์คำให้การของเด็กหญิงแดงในชั้นสอบสวนรับฟังได้และคำเบิกความของเด็กหญิงเขียวรับฟังไม่ได้
ค. วิดีทัศน์คำให้การของเด็กหญิงแดงในชั้นสอบสวนรับฟังไม่ได้และคำเบิกความของเด็กหญิงเขียวรับฟังได้
ง. วิดีทัศน์คำให้การของเด็กหญิงแดงในชั้นสอบสวนรับฟังไม่ได้และคำเบิกความของเด็กหญิงเขียวรับฟังไม่ได้
จำหนายเอกสารข้อสอบทุกหน่วยงาน  ติดต่อ 24 ชม. โทร 081-0550-550
dome ออฟไลน์
ระดับ: ผู้ใช้ระดับ I
รายละเอียดผู้ใช้ 
ขอบคุณคับ
Tutor ออฟไลน์
ระดับ: ผู้ดูแลระบบ
รายละเอียดผู้ใช้ 
ดัน
จำหนายเอกสารข้อสอบทุกหน่วยงาน  ติดต่อ 24 ชม. โทร 081-0550-550
รายละเอียดไฟล์แนบ
กล่องตอบกลับด่วน

กรุณาใช้ข้อความที่สุภาพ คุณสามารถบันทึกฉบับร่างได้
กด "Ctrl+Enter" เพื่อตั้งกระทู้ได้